อยู่วอร์ด สูติ-นรีเวชแล้วเจ้าค่ะ

อยู่แล้วจะรู้เลยว่า โลกของผู้หญิงมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด อิอิอิ สนุกดี 

ช่วงนี้คงไม่ได้อัพบล็อกแบบมีสาระ เพราะใกล้สอบแล้วล่ะค้า  จะจบไม่จบก็คราวนี้แหละ

akiramenai desu!!!

2009年 10月 3日

แงบๆ พักนี้ติดนิสัยทิ้งบล็อกให้ร้างเป็นประจำเลยแฮะ .... รู้สึกผิดเล็กๆ  อยากอัพนะ แต่ไม่รู้จะอัพอะไรดี ^^'

กรุงเก่า.... ที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทยแต่โบราณ  แต่ในทางยุทธศาสตร์ถือว่าเป็นเมือง "อกแตก" เพราะมีแม่น้ำไหลคั่นตรงกลาง  ข้าศึกสามารถเข้าโจมตีได้  ใช้แล้วค่ะ  จังหวัด"พระนครศรีอยุธยา"นั่นเอง 

แล้วจู่ๆ มาพูดถึงเมืองนี้ทำไม??? 

จริงๆ ก็...ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้สักเท่าไหร่  แต่ว่า .... เผอิญตอนนี้มาอยู่ "ที่นี่" น่ะสิ

เนื่องจากต้องการให้เหล่านิสิตแพทย์ที่กำลังจะจบในอีกไม่ช้าได้สัมผัสชีวิตการเป็นหมอในโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลอำเภอที่จะเป็นสถานที่ทำงานในอนาคตของว่าที่หมอน้อยๆ ทั้งหลาย  นับว่าเหมือนได้ "ทดลองงาน" ก่อนนั่นเองค่ะ 

ระยะเวลาที่อยู่ที่รพ.ประจำอำเภอจะประมาณสามสัปดาห์ และโรงพยาบาลชุมชนอีกสามสัปดาห์  ซึ่งทั้งสองแห่งก็ให้บรรยากาศการทำงานที่ไม่เหมือนกัน 

สามสัปดาห์แรกอยู่ร.พ. เสนาค่ะ เป็นโรงพยาบาลอำเภอะที่ถือได้ว่ามีความเพียบพร้อมในด้านการรักษาอยู่ระดับหนึ่ง  สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยหนักได้พอสมควร  มีแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา (แต่ก็สาขาละ 1-2 คน...น้อยจัง) แต่ถ้าเกินความสามารถของร.พ.ก็จะส่งต่อไปร.พ.จังหวัดอีกทีหนึ่งค่ะ  อยู่ที่นี่เลือกประจำอยู่ออร์โธปิดิกส์ หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า"หมอกระดูก" 

หมอออร์โธฯ หรือหมอกระดูก คือใคร??? รักษาอะไร???

โดยเนื้องานของสาขาวิชานี้จะให้การรักษาเกี่ยวกับโรคของกล้ามเนื้อ  เส้นเอ็น  กระดูก และภาวะใดก็ตามที่เป็นผลต่อเนื่องมากจากความผิดปกติของอวัยวะที่กล่าวถึงข้างต้น ผู้ป่วยที่มารับการรักษาก็มีตั้งแต่อาการปวดจากการใช้งาน  หรือบาดเจ็บ (พวกกระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด ประมาณนี้)  เนื้องอก  และความผิดปกติที่เป็นแต่กำเนิด (อย่างเช่นน้องเด็กเท้าปุกเป็นต้น) การรักษาก็จะมีตั้งแต่ให้คำแนะนำในการดูแลตนเอง  ให้ยา(ถ้าเป็นมาก)มีทั้งยากินและยาฉีดซึ่งมีข้อบ่งให้แตกต่างกันไป  หากให้ยาแล้วยังไม่ดีขึ้นและอาการป่วยนั้นรบกวนการใช้ชีวิตมากก็จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดค่ะ  การผ่าตัดของหมอกระดูกนั้น ไม่ง่ายเลยค่ะ ขอยกตัวอย่างการผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียมในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม  ซึ่งมักมีความผิดปกติของรูปร่างขาที่สังเกตได้นั่นคือขาโก่งออกด้านข้างเหมือนคันธนูหันออก ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า genu varus 

 

คำถามคือ เมื่อจะผ่าให้เขาแล้ว จะเอารูปร่างที่ปกติกลับคืนมาได้อย่างไร?  นั่นต้องเริ่มตั้งแต่"การวัด"  ก่อนผ่าตัดจะต้องประเมินความโก่งของขา  และองศาที่เข่าสามารถงอพับได้  เพื่อเป็นค่าตั้งต้นว่าจะต้องเอาแนวขาที่ปกติ และองศาในการงอเข่าที่ดีกลับคืนมา  ซึ่งต้องใช้ความชำนาญอย่างมากค่ะ  คุณหมอผู้ผ่าตัดจะผ่าเข้าไปบริเวณด้านในของต้นขาอ้อมขอบลูกสะบ้า และพลิกลูกสะบ้าออกเพื่อให้เห็นข้อเข่าที่เสื่อม  จากนั้นจะใช้เครื่องมือเฉพาะตัดแต่งบริเวณข้อเข่า เฉือนกระดูกและเอ็นที่ไม่จำเป็นออก ก่อนจะใส่ข้อเข่าเทียมเข้าไป (ซึ่งก็ต้องวัดไซส์กันตรงนั้นเลยเพื่อความพอดี)  ใส่เสร็จแล้วจะต้องเช็คแนวของเรียวขา และการงอของข้อเข่าว่ากลับมาดีหรือยัง  เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้วก็จะเย็บปิดแผลค่ะ  หลังจากดูแลจนแผลผ่าตัดแห้งสนิทดีแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ผู้ป่วยค่ะว่าจะหมั่นขยันทำกายภาพบำบัดจนสามารถเดินได้ดีหรือไม่  ซึ่งระยะเวลาก็แตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย  และกำลังใจค่ะ

เอามาเขียนแบบนี้เหมือนง่ายเนอะ แต่มันไม่ง่ายเลยล่ะค้า....  เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจอีกศาสตร์หนึ่งนะคะ

วันนี้ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อน คราวหน้าจะมาพูดถึงเรื่อง การบาดเจ็บของกระดูกและเนื้อเยื่อนะคะ  ^^

ปล. เราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะคะ เล่าไปตามความรู้ที่มี ติชม แสดงความคิดเห็น หรือถามได้นะคะ จะพยายามหาข้อมูลมาตอบค่ะ ^^ 

ส้ม..สื่อรัก

posted on 09 May 2009 10:03 by natchi

2009年 5月 9日   

วันนี้มีหนังสือมาแนะนำค่ะ

เพิ่งอ่านจบเมื่อวาน (จริงๆ ซื้อมานานละ แต่ไม่ค่อยว่างอ่าน)

เป็นหนังสือดีๆ ที่อยากชวนให้คนอื่นๆ ได้อ่านด้วย

เล่มนี้ค่ะ "The Orange girl" หรือชื่อภาษาไทยว่า "ส้มสื่อรัก"

ฟังดูเหมือนนิยายรักกุ๊กกิ๊กเนอะ ทีแรกก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เกือบวางคืนชั้นหนังสือไปแล้ว  ถ้าไม่เหลือบไปเห็นชื่อผู้แต่งซะก่อน

"Jostein Gaarder"

หลายคนอาจจะรู้จักเขาแล้วจากหนังสือแนวปรัชญาชื่อก้อง "โลกของโซฟี"  งานของเขามักจะสอดแทรกปรัชญายากๆ ที่อธิบายให้คนอ่านเข้าถึงได้ง่ายผ่านตัวละครที่ดูธรรมดา  แต่กลับน่าสนใจอย่างประหลาด  ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะซื้อหนังสือเล่มนี้ค่ะ

เรื่องราวโดยย่อภายในหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงปรัชญาที่เกี่ยวกับชีวิตของคนเรา และคำถามพื้นๆ ที่เรามักสงสัยกันตั้งแต่วัยเด็กจะถูกยกขึ้นมาตั้งต่อหน้าเราอีกครั้ง ....

ยอน โอลอฟ  นายแพทย์และนักประพันธ์สมัครเล่น  ได้ตัดสินใจหลังจากรู้ว่าอีกไม่นานเขาจะต้องลาจากภรรยาอันเป็นที่รัก และลูกชายที่ยังเยาว์วัยเกินกว่าจะรู้จักเขาดีพอ  เขาเขียนจดหมายจ่าหน้าซองถึงลูกชายในอีกสิบเอ็ดปีข้างหน้า  เมื่อลูกมีวัยวุฒิพอที่จะพูดคุยกับเขาในฐานะ "ลูกผู้ชาย" ผ่านทางจดหมาย 

เมื่อถึงวันที่ ยอร์จ  ผู้เป็นลูกชายเปิดผนึกจดหมายนั้น  ความทรงจำอันเลือนรางเกี่ยวกับพ่อกระจ่างชัดขึ้น และแล้วเขาต้องหยุดขบคิดกับคำถามของพ่อที่รอคำตอบจากเขามาร่วมสิบปี

แล้วคุณล่ะ ... ถ้าจะต้องตอบคำถามนี้  คุณจะตอบว่าอะไร??  

Next Station...

posted on 08 May 2009 16:34 by natchi  in Diary

2009年 5月 8日 

วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกเลย

เผลาแป๊บเดียวก็เป็น Extern (นิสิตแพทย์ปี6) มาได้สองเดือนแล้วนะนี่...

มองย้อนกลับไป  รู้สึกเหมือนเพิ่งขึ้นปี 1 เมื่อวานนี้เอง  จำได้ว่าตอนนั้นไม่ค่อยใส่ใจกับชีวิตซักเท่าไหร่ ^^'''

เพราะยังไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับคนไข้มากนัก  แต่พอขึ้นปีสูงๆ เข้า ชีวิตก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ  จากที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคนไข้  ก็ต้องทำหน้าที่ซักประวัติตรวจร่างกาย เขียนรายงาน แต่ยังไม่ได้รักษา  พอโตหน่อยเริ่มเรียนรู้วิธีรักษา แต่ก็ไม่ได้ใช้จริง

ตอนนี้เริ่มต้องคิด ต้องวางแผนรักษาคนไข้จริงๆ แล้ว (แต่ก็ยังมีพี่ๆ แพทย์ที่จบแล้ว และอาจารย์ดูแลอย่างใกล้ชิด) 

ยังไงดีล่ะ  รู้สึกบ่าเริ่มจะหนักขึ้นเรื่อยๆ  

อีกปีเดียวก็จะจบแล้วแฮะ  เหมือนรถไฟใกล้ถึงสถานีปลายทาง ถึงตอนนั้นเมื่อลงจากรถไฟขบวนนี้  ก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่อย่างเต็มตัว เพราะไม่มีใครมาคอยบอกคอยสอนแล้ว  

บางทีก็รู้สึกหวั่นๆ

จากการที่อยู่ในโรงพยาบาล กึ่งทำงานกึ่งเรียนบนแผนกเด็กมาสองเดือน  ได้เห็นตั้งแต่เด็กแรกเกิด  แข็งแรง และอ่อนแอ  เด็กสบายดีที่มาตรวจสุขภาพรับวัคซีนเฉยๆ  เด็กป่วย  จนถึงเด็กป่วยหนัก  แล้วก็มีบางคนที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร 

รู้สึกว่า ตอนนี้ตัวเรายังอ่อนหัดนัก  ต้องพยายามให้มากๆ เพื่อทำหน้าที่ให้ได้ดีในอนาคต

เอาล่ะ เตรียมตัวสู่แผนกต่อไป  "อายุรกรรม"  (จากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่แฮะ) งานช้างล่ะทีนี้ คงหนักกว่าที่ผ่านมาหลายเท่าตัว

สู้ตรายยยยยย !!!