Stage2
posted on 09 Oct 2006 22:37 by natchi in Fic-HIATUSStage 2~ วิกฤตเมืองพรอนเทร่า
ณ ปราสาทเมืองพรอนเทร่า
กลางดึกคืนหนึ่ง ทหารยามสิบคนนำโดยไนท์คนหนึ่งกำลังเดินจากที่พักไปที่ปราสาท Svanhild ซึ่งเป็นที่สำหรับเก็บสมบัติ เพื่อผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าห้องหินที่เรียกว่า Emperium สมบัติคู่บ้านคู่เมืองของนครพรอนเทร่า ทว่า..เมื่อพวกเขาไปถึงก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น
"น..นี่...นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น!!" มาร์คัส ไนท์ที่นำทหารยามมากล่าวถามคำถามที่ไม่รู้ว่าใครจะตอบได้ สภาพภายในปราสาทเต็มไปด้วยกองเลือดและซากศพของเหล่าทหารยาม
"รีบช่วยคนเร็วเข้า!!" เขาสั่งทหารยามผู้ติดตาม พวกเขาช่วยกันตามหาผู้รอดชีวิต แต่หมดหวัง ทุกคนตายหมดแล้วยกเว้นคนหนึ่ง
"นายเป็นยังไงบ้าง อดทนไว้นะ ทหาร! ไปตามพวกพรีส หรืออโคไลท์มาก็ได้ เร็วเข้า!" มาร์คัสหันไปบอกนายทหาร แล้วเขาก็ประคองตัวไนท์หนุ่มผู้รอดชีวิตขึ้นมาอยู่บนตัก เขาบาดเจ็บสาหัสมีบาดแผลขนาดใหญ่เหมือนถูกอาวุธร้ายแรงมากที่ท้องเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด
เขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่มาร์คัสห้ามไว้
"ไม่ต้องพูดอะไรแล้วตอนนี้ รอพรีสมาก่อนนะ พวกเขาจะรักษานาย นายจะต้องรอด" มาร์คัสพูด ไนท์หนุ่มส่ายหน้าเขารู้ชะตากรรมของตัวเองดี เขาดึงคอเสื้อของมาร์คัสให้เข้ามาใกล้ และใช้กำลังเฮือกสุดท้ายกระซิบที่ข้างหูของมาร์คัส
"เกาะเต่า.. พวกมัน.. มา..จาก..เกาะเต่า ..Emperium ถูกพวกมัน...ไป .." สิ้นคำ มือที่รั้งคอเสื้อมาร์คัสไว้ก็คลายลง ร่างของไนท์หนุ่มห้อยตกลงโดยไร้แรงขืน และ..แน่นิ่ง
"เฮ้ย!! ตื่นเซ่ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวพวกพรีสก็จะมาแล้ว ลืมตาสิ!" มาร์คัสทั้งเรียกทั้งเขย่าตัว แต่ก็ไม่เป็นผล ไนท์หนุ่มได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว....พวกทหารต่างหลั่งน้ำตาให้กับเพื่อนอัศวินของพวกเขา
มาร์คัสวางร่างของไนท์หนุ่มลง เขามองไปยังแท่นสูงกลางห้อง แท่นขนาดใหญ่ซึ่งควรจะมีหิน Emperium สีอำพันวางอยู่ บัดนี้Emperium ได้หายไปแล้ว กลับมีดาวกระจายอันใหญ่ปักไว้แทนราวกับจะเยาะหยันพวกเขา
รุ่งขึ้นที่พระราชวัง Lazrigs แห่งพรอนเทร่า พระราชาแฮริสกษัตริย์แห่งพรอนเทร่าได้จัดการประชุมขึ้น
"สืบเนื่องจากเมื่อคืนนี้ ปราสาท Svanhild ถูกคนโจมตี มันได้ขโมยหิน Emperium สมบัติคู่บ้านคู่เมืองของเราไป พวกมันกระทำการอย่างอุกอาจ ทหารของเราเสียชีวิตไปหลายนาย จากปากคำของนายทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ พวกมันคือมอนสเตอร์จาก Turtle Island หรือเกาะเต่า" สิ้นเสียงของพระราชาก็เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นในที่ประชุมทันที เหล่าขุนนางข้าราชการต่างตื่นตกใจกับสิ่งที่ได้ฟัง
"นี่มัน เท่ากับเป็นการละเมิดสนธิสัญญาชัดๆ พวกมันคิดจะเล่นตลกอะไรกันเนี่ย" ขุนนางคนหนึ่งพูดขึ้น
"ใช่ๆ ๆ..." ขุนนางบางกลุ่ม เห็นด้วย แต่อีกส่วนก็มีความเห็นขัดแย้ง
"นี่อาจจะเป็นการเข้าใจผิดก็ได้ ยังไงก็ตามเราอย่าเพิ่งด่วนสรุปเลย"
เหล่าขุนนางลุกขึ้นถุ้มเถียงกัน แต่เมื่อเห็นพระราชายกพระหัตถ์ขึ้นเป็นการห้าม ทุกคนก็อยู่ในความสงบ
"ฉันไม่ได้จัดการประชุมเพื่อให้พวกท่านมาถกเถียงกันเองนะ ตอนนี้เราควรมาช่วยกันคิดหาทางแก้ไขปัญหานี้ต่างหาก" พระราชาตรัสด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล เหล่าข้าราชบริพารต่างนั่งลงที่เก้าอี้ของตนดังเดิม "มีใครมีความเห็นอะไรบ้างมั้ย?" พระราชาตรัสถาม
"กระหม่อมว่า เราควรรีบส่งทหารไปที่เกาะเต่า เพื่อชิงเอา หิน Emperium กลับมาพะย่ะค่ะ" ขุนนางผู้หนึ่งเสนอ
"นั่นจะไม่เป็นการด่วนสรุปไปหรือ? ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าพวกมันมีจุดประสงค์อะไร ฉันไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงเลยเพราะมันอาจนำมาซึ่งสงครามได้ ซึ่งเราทุกคนก็รู้ดีว่า เมื่อสงครามอุบัติขึ้น ผู้ที่เดือดร้อนก็คือ ประชาชนตาดำๆ ถ้าต้องมีการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน ฉันขอให้มันเป็นตัวเลือกสุดท้าย" เหล่าขุนนางได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยกับพระราชา
"ฝ่าบาท หม่อมฉันขอเสนอความคิดเห็นได้มั้ยพะย่ะค่ะ" เจ้าชายอิวานอฟผู้เป็นรัชทายาทแห่งพรอนเทร่าตรัสชึ้น
"ได้สิอิวานอฟ ลูกเห็นว่าควรทำยังไงล่ะ?" องค์ราชาตรัสถาม
"หม่อมฉันคิดว่าเราควรส่งฑูตไปเจรจาก่อนพะย่ะค่ะ ดูว่าฝ่ายนั้นมีจุดประสงค์อะไร ถ้าพวกเขาต้องการรบกับเราจริงๆ ทางเราก็คงหลีกเลี่ยงสงครามไม่ได้" พระราชาหันพระพักตร์ไปทางข้าราชบริพาร
"พวกท่านเห็นว่าเป็นยังไง?" พระองค์ตรัสถาม
"พวกกระหม่อมเห็นด้วยพะย่ะค่ะ"
"ดีล่ะ งั้นพรุ่งนี้เราจะส่งคณะฑูตไปที่เกาะเต่าแล้วเรื่องนี้อย่าให้รั่วไหลไปนอกวังเด็ดขาด ฉันไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก วันนี้พอแค่นี้ ปิดประชุมได้" สิ้นเสียงพระราชา เหล่าขุนนางต่างเดินออกไปด้วยความกังวลใจ หากพวกมอนสเตอร์คิดก่อสงครามขึ้นมาอีกละก็ เหตุการณ์อันเลวร้ายเมื่อหลายร้อยปีก่อนต้องหวนกลับมาอีกแน่
พระราชาแฮริสเดินกลับมาที่ห้องหนังสือพร้อมกับเจ้าชายอิวานอฟ ทั้งสองต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อคิดถึงเรื่องในห้องประชุมเมื่อครู่ สักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาคือ พระราชินี เรเนีย พระองค์ทรงมีพระพักตร์ที่งดงามแม้ว่าพระชันษาจะมากแล้ว
"ทำอะไรกันอยู่หืม..พ่อลูก" พระนางถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทำให้ความตึงเครียดของพระสวามีและพระโอรสหายไปทันที
"เธอเองหรอเรเนียที่รัก" พระราชาแฮริสตรัสพร้อมกับจูบที่พระหัตถ์ของพระนางเรเนีย จนอิวานอฟต้องหันหน้าไปทางอื่นเพราะเขินแทน
"ปล่อยให้สวีทกันดีกว่าแฮะ เสด็จพ่อจะได้สบายใจขึ้น" เจ้าชายค่อยๆ เดินออกจากห้องอย่างเงียบๆ เมื่อเขาออกมาจากห้องก็ต้องประหลาดใจ เบื้องหน้ามีชายหนุ่มคนหนึ่งผมสีทองยาวสลวย นัยน์ตาสีฟ้าเหมือนกับเขา
"อาเรนอฟ!" อิวานอฟร้อง ชายผู้นี้คืออาเรนอฟ เจ้าชายองค์ที่สามแห่งพรอนเทร่าน้องชายของอิวานอฟนั้นเอง สองพี่น้องกอดกันด้วยความคิดถึง
"ไงท่านพี่ เสด็จพ่อกับเสด็จแม่สบายดีรึปล่าว?" อาเรนอฟถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อิวานอฟพยักหน้า แล้วแล้วอาเรนอฟก็ค่อยๆ หุบยิ้มลง
"ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้วล่ะ พอได้ยินข่าวผมก็รีบกลับมาจากเมืองมอรอคทันทีเลย นี่มันอะไรกันทำไมจู่ๆ ถึงเกิดเรื่องขึ้นได้ท่านพี่" สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความกังวลใจ
"พี่เองก็สับสนไปหมดเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้ แต่เอาเถอะไหนๆ วันนี้นายกลับมาเราคงต้องดื่มกันหน่อยแล้ว... ว่าแต่ นายเห็นครุซเซนอฟบ้างรึปล่าว?"
"ยังเลยครับพี่ แต่ผมได้ข่าวว่าท่านพี่ครุซเซนอฟมาถึงเมืองนี้แล้วเหมือนกันนะ" อาเรนอฟตอบ
"เฮ้อ เจ้าหมอนี่ชอบไปเตร็ดเตร่ข้างนอกอยู่เรื่อย ไม่ยอมส่งข่าวมาเลย หายไปตั้งสองสามปีไม่รู้กลับมาจะเป็นไงบ้าง" อิวานอฟบ่น
.............................................
ขณะนั้นที่ด้านนอกประตูเมือง ทหารยามสองคนกำลังคุยกันถึงเหตุการณ์เมื่อคืน นายกองของพวกเขาเดินเข้ามาเขกหัวของทั้งคู่
โป๊ก!! โป๊ก!!
"อู๊ย....!! มันเจ็บนะครับหัวหน้า เขกซะแรงเลย" ทหารยามคนหนึ่งพูด
"แกจะเจ็บแค่หัว หรืออยากจะไม่มีหัวให้เจ็บ หา!!" นายกองตะคอกเพราะเรื่องที่หินถูกโขมยไปต้องเก็บเป็นความลับ หากใครแพร่งพรายออกไปต้องถูกประหารแน่นอน
"อึ๋ย....ขอโทษครับผมผิดไปแล้ววววว ><" ทหารยามทั้งสองก้มหัวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายหาหัวข้อใหม่มาสนทนา
"นี่ ...เห็นเค้าว่า เจ้าชายทั้งสองพระองค์จะกลับมาวันนี้นิ" ทหารยามคนหนึ่งเริ่ม
"อ๋อ ..นายหมายถึงเจ้าชายครุซเซนอฟ กับเจ้าชายอาเรนอฟใช่มะ เห็นว่าเจ้าชายอาเรนอฟกลับมาแล้วนี่ฉันเห็น พระองค์น่ะดูสง่างามมากเหมือนเจ้าชายรัชทายาทอิวานอฟเลย ได้ยินว่าเพิ่งเสด็จกลับจากเยี่ยมเยียนกษัตริย์แห่งมอรอคแทนพระราชาน่ะ สมแล้วที่มีเชื้อสายกษัตริย์ช่างน่านับถือจริงๆ" ทหารยามอีกคนกล่าวด้วยสีหน้าปลื้มปิติ
"นี่..แต่เห็นเค้าว่าเจ้าชายครุซเซนอฟน่ะ ชอบออกไปเที่ยวเตร่นอกเมือง ทำตัวไม่เหมือนคนในราชวงศ์เลยล่ะ ฉันล่ะอยากเห็นหน้านักเชียวท่าทางคงเหยาะแหยะน่าดู" ทหารยามกล่าวทำท่ากระฟัดกระเฟียด
"เฮ้! ..พวกนาย นินทาเชื้อพระวงศ์นี่มีสิทธิ์นอนคุกได้นะ" เสียงที่หนักแน่นของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นข้างหลังพวกเขา
ทหารยามทั้งสองหันไปหาต้นเสียงซึ่งเป็นชายหนุ่มสวมชุดครูเซเดอร์เก่าๆ รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตามอมแมมเหมือนเพิ่งไปคลุกขี้เถ้ามา ผมสีน้ำตาลเข้มหวีเสยไปด้านหลัง นัยน์ตาสีฟ้า ทีหน้ามีแผลเป็นรูปกากบาทตรงหว่างคิ้ว
"แกเป็นใครกัน!!" ทั้งสองตะคอก แล้วทำท่าจะชักดาบขึ้น
โป๊ก!! หัวหน้ากองเขกหัวทั้งสองพร้อมกัน
"พวกแกอย่าเสียมารยาทนะ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ !! ไม่รู้หรือว่าท่านผู้นี้เป็นใคร นี่คือเจ้าชายครุซเซนอฟนะ เจ้าพวกบ้า" หัวหน้ากองตะโกนว่าลูกน้อง พร้อมกับดึงพวกเขาให้ลงมาคุกเข่า
"อ่า..เอ่อ ต้องขอประทานอภัยด้วยนะพะย่ะค่ะ เจ้าพวกนี้เพิ่งมาใหม่ เลยไม่รู้จักท่าน ยกโทษให้พวกมันด้วยเถอะเจ้าชาย.." หัวหน้ากองพูดขอร้อง ตอนนี้เจ้าลูกน้องทั้งสองของเขาหน้าถอดสี ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า
" ฮ่าๆๆ" เจ้าชายหัวเราะ "เอ้านายทหารยามคนนั้นน่ะ เมื่อกี้บ่นว่าอยากเห็นหน้าฉันไม่ใช่หรอ ทำไมเอาแต่ก้มหน้าล่ะ" ทหารยามไม่ตอบ พวกเขาจะเป็นลมอยู่แล้วววว... ครุซเซนอฟเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดขึ้น
"เอา---ล่ะ เรื่องที่พวกนายพูดเมื่อกี้ฉันจะเก็บเป็นความลับ ไม่ไปบอกใครหรอกนะ เลิกเอาแต่ก้มหน้าซะทีลุกขึ้นมาได้แล้ว" ทหารยามทั้งสองค่อยๆลุกขึ้นมาโดยที่ตัวยังสั่นๆ อยู่ แวบนึงที่พวกเขามองตาเจ้าชายครุซเซนอฟ ดวงตาของเจ้าชายหนุ่มผู้นี้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และความมุ่งมั่นอยู่ภายใน แล้วเจ้าชายก็ตบบ่าพวกเขาอย่างเป็นกันเอง
"หมดเรื่องแล้ว ฉันไปก่อนนะทีหน้าทีหลังอย่างเที่ยวพูดส่งเดชอีกล่ะ" เจ้าชายหนุ่มยิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วเดินจากไป ทหารยามทั้งสองมองแผ่นหลังกว้างของเจ้าชายค่อยๆห่างออกไป รู้สึกละอายใจเหลือเกินที่พูดถึงพระองค์เสียๆหายๆ และนึกนับถือในความไม่ถือตัวของพระองค์
ในขณะที่เจ้าชายครุซเซนอฟกำลังจะเดินไปที่วัง เขาเดินไปหาฮันเตอร์หนุ่มคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ตรงทางเข้าปราสาท ฮันเตอร์คนนี้เป็นชายหนุ่มผิวคล้ำ ผมสีบลอนด์ยาวมัดรวบไปข้างหลัง นัยน์ตาสีเขียว เขายิ้มอย่างอารมณ์ดีเดินเข้ามาหาครุซเซนอฟ
"ไง..เจ้าชายคลุกขี้เถ้า" เขาพูดล้อเลียนสภาพที่ดูไม่จืดของเจ้าชายหนุ่ม ครุซเซนอฟหัวเราะแล้วโต้กลับ
"พูดหยั่งกับนายดูดีนักล่ะ ไม่ต่างกันเท่าไหร่ร้อกเฮอาส เจ้าฮันเตอร์ผ้าขี้ริ้ว!" เจ้าชายหนุ่มชี้ไปที่เสื้อผ้าโทรมๆ ขาดวิ่นของฮันเตอร์หนุ่ม เฮอาส
"ก็เพราะนายน่ะแหละ เล่นเดินทนจากจูโน่มาถึงที่เนี่ย เฮ้อ ... มีวังให้อยู่สุขสบายไม่ชอบ ดันออกไปลำบากลำบน"
"เฮ้..ๆ ทำเป็นบ่นไปได้ นายเองไม่ใช่หรอที่เป็นคนวางแผนลอบออกจากปราสาทแล้วไปกับฉันน่ะ ฮ่าๆๆ" ทั้งสองหัวเราะร่วนพากันเดินเข้าปราสาท เฮอาสนั้นเป็นบุตรคนเดียวของอดีตเจ้าเมืองอิซลูด สหายสนิทของพระราชาแฮริส หลังจากเจ้าเมืองตายไป เฮอาสก็ได้เข้ามาอยู่ในความดูแลของพระนางเรเนียโดยมีผู้แทนที่เจ้าเมืองเลือกไว้คอยปกครองเมืองแทน จนกว่าเฮอาสจะบรรลุนิติภาวะ เขาเติบโตมาด้วยกันกับเจ้าชายทั้งสาม แต่เขาซี้กับครุซเซนอฟที่สุด คงเพราะนิสัยที่คล้ายคลึงกันกระมัง
คืนนั้นครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้า ทั้งพระราชาและพระราชินีต่างมีความสุขอย่างล้นเหลือ พวกเขาจัดงานฉลองเล็กๆ เป็นกันเองราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาสามัญ แต่ใครเลยจะรู้ว่านี่จะเป็นการเลี้ยงฉลองของครอบครัวครั้งสุดท้าย
...............................................
สามวันต่อมา เป็นเวลาที่คณะฑูตจะต้องกลับมาที่พรอนเทร่า มาร์คัสนำทหารไปรอรับที่หน้าประตูเมืองแต่รอจนถึงเที่ยงก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา สักพักทหารยามนอกเมืองเข้ามาแจ้งว่าพบหีบขนาดใหญ่ใบหนึ่งซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของ นายพลเต่า (Turtle General) มาร์คัสรีบไปดูทันที มันเป็นหีบทองขนาดใหญ่พอๆ กับรถม้าเลยทีเดียว ที่สำคัญตรงขอบของปากหีบที่ปิดสนิทนั้น ปรากฏรอยเลือดที่แห้งกรังจนติดแน่นกับขอบหีบ
"เปิดมันดูซิ.." มาร์คัสบอกกับลูกน้อง เขาภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย แต่แล้ว...สิ่งที่เขากลัวก็บังเกิดขึ้นเมื่อทหารเปิดหีบขึ้นมาพบศพของคณะฑูตที่ถูกส่งไปที่เกาะเต่าถูกตัดเป็นชิ้นๆ จมกองเลือดอยู่ในหีบ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว ศีรษะของเหล่าคณะฑูตถูกกองอยู่ด้านบนสุด ใบหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลง คาดว่าตอนตายพวกเขาคงทรมานมาก
"เหวออออ....!!!" นายทหารที่เปิดหีบร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ บางคนถึงกับทนไม่ได้จนอาเจียนออกมา
"ต้องรีบไปรายงานพระราชา!!" มาร์คัสรีบกลับไปที่ปราสาททันที เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องก็สลดใจยิ่งนัก เห็นทีพระองค์คงหลีกเลี่ยงสงครามไม่ได้ซะแล้ว
"ต่อให้รบพุ่งกันยังไงก็ไม่มีการฆ่าฑูต แต่พวกมันกลับทำถึงขนาดนี้ก็แสดงว่าต้องการประกาศสงครามอย่างเต็มตัว เรียกหน่วยพิเศษมา! ติดต่อกองกำลังระหว่างประเทศด้วย ยกทัพไป เกาะเต่า!!" พระราชาออกคำสั่ง ข่าวนี้ได้ถูกส่งไปถึงแต่ละอาณาจักร ทั้ง มอรอค เกฟเฟ่น จูโน่ รวมทั้งเมือง อิซลูด เมืองที่อยู่ในเขตปกครองของพรอนเทร่า และเมืองอัลเบอร์ต้า เมืองท่าอิสระที่ไม่ขึ้นกับเมืองใด ทำให้ตอนนี้ทุกเมืองกำลังตื่นกลัว หรือนี่จะเป็นลางบอกเหตุว่า มหาสงครามเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อนจะปะทุขึ้นอีกครั้ง...!!
เมือง Al de Baran ที่ทำการใหญ่ของกองกำลังระหว่างประเทศ
เมมนอส หัวหน้าสมาคมได้เรียก นิโคลัส พรีสอาวุโสสังกัดกองกำลังระหว่างประเทศเข้ามาในห้องทำงานแล้วแจ้งเรื่องที่ทางพรอนเทร่าได้ขอความช่วยเหลือ
"ท่านนิโคลัส ผมอยากให้ท่านซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ นำทีมของเราไปช่วยทางพรอนเทร่าน่ะครับ ส่วนลูกทีมผมให้ท่านตัดสินใจครับ" เมมนอสซึ่งอาวุโสน้อยกว่ากล่าวอย่างสุภาพ
"อืม....ลูกทีมน่ะหรอ ขอเวลาฉันตัดสินใจหน่อยนะ" นิโคลัสเอามือลูบเคราทำท่าครุ่นคิดอยู่พักนึงก็หยิบกระดาษมาเขียนรายชื่อลงไปหกคน "อืม...อืม..." เขียนเสร็จพรีสเฒ่าก็ส่งให้ เมมนอส พอเมมนอสเห็นรายชื่อก็แปลกใจจึงถาม นิโคลัสว่า
"นี่ ท่านนิโคลัสในหกคนเนี้ย สามคนแรกนี่ผมไม่ห่วงหรอกนะ แต่สามคนหลังนี่สิ พวกเขาเพิ่งจะเข้าใหม่ปีนี้เองนะครับ ท่านแน่ใจแล้วหรอครับ" นิโคลัสยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า
"จากที่ฉันดูพวกเขารับการทดสอบ ฉันว่าพวกเขาเป็นเพชรเม็ดงามทีเดียว ถ้าเจียระไนซะหน่อยพวกเขาจะเป็นมือดีได้เลยเชียวล่ะ"
"ต..แต่ นี่เป็นงานสำคัญนะครับ.." เมมนอสกล่าวอึกอัก
"ฉันมีความรู้สึกว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับดินแดนแห่งนี้ กองกำลังของเรามีแต่คนฝีมือดีก็จริงแต่ก็มีเป็นจำนวนน้อย ตอนนี้ก็ถูกส่งไปปฎิบัติหน้าที่ตามสถานที่ต่างๆ จนที่นี่เหลือคนน้อยเต็มที เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องสร้างคนมีฝีมือขึ้นมาเสริมกำลังของเราจริงมั้ย? เพราะในอนาคตเราไม่อาจรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น" เมมนอสได้ฟังคำพูดของนิโคลัสแล้วก็จนด้วยเหตุผล จึงส่งรายชื่อนั้นไปที่ฝ่ายข่าวให้ส่งข่าวถึงทุกคนที่ได้รับเลือก ไม่นานนักพวกเขาก็ค่อยๆ ทยอยมา
"สวัสดีค่ะ คุณเมมนอส" ไนท์สาวคนหนึ่งเดินเข้ามากับเซจสาวอีกคน พวกเธอโค้งคำนับเมมนอสเป็นการแสดงความเคารพ
"มาแล้วหรอ เอ่อ...เธอคือเลร่าใช่มั้ย" เมมนอสถามไนท์สาว
"ค่ะ ฉันเลร่าเพิ่งเข้ามาใหม่ปีนี้ค่ะ" เธอตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอไว้ผมยาวรวบเป็นหางม้า ผมสีม่วงอ่อนของเธอยาวลงมาถึงกลางหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม
"มาจากมอรอคสินะ อืม..ๆ แล้วเธอ...มิดิล. มาจากจูโน่สินะเด็กใหม่ทั้งคู่เลยนี่" เขาหันไปทางเซจสาว เธอพยักหน้ารับแล้วตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม "ค่ะ" มิดิล เป็นเด็กสาวร่างเล็ก นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวสีดำประกายน้ำเงิน
"ยู้ฮู------ ลุงเมมนอส~ .." เสียงหนึ่งดังมาจากข้างนอก ฮันเตอร์หนุ่มคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาเขาคงจะชนโต๊ะทำงานของเมมนอสล้มถ้าเบรกช้ากว่านี้ซัก0.2 วิ ใบหน้าของเขาบ่งบอกได้เลยว่าเป็นจอมทะเล้นตัวยง นัยน์ตาสีน้ำผึ้งที่สดใสของเขาเบิกกว้างอย่างอารมณ์ดี ข้างกายเขามีสุนัขป่าขนสีเทาตัวใหญ่ มันเป็นทั้งเพื่อนรัก และคู่หูที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันของเขา
"นี่! เจ้าคลิฟ นายจะให้ฉันหัวใจวายตายรึไง เล่นโผล่พรวดเข้ามาแบบนี้ แล้วที่สำคัญนะ โต๊ะทำงานนี้เพิ่งทำมาใหม่นะ นายจะพังมันตั้งแต่วันแรกเลยเรอะ" เมมนอสบ่นเป็นชุด แต่คลิฟก็ยังทำหน้าไม่รู้สึกรู้สาเหมือนกำลังฟังเพลงบรรเลงอยู่ แถมยังทำตาเจ้าชู้กับสองสาวผู้มาใหม่อีกด้วย ซักพักเมมนอสก็พูดจนเหนื่อยไปเอง - - ่ ่
"คนแบบนี้ว่าอะไรไปก็ไม่รู้สึกหรอกค่ะ อย่าพยายามเลย" มาเรียน พรีสสาวเดินเข้ามาในห้อง เธอมีเรือนผมและนัยน์ตาสีเงิน
"โห..มาถึงก็กัดผมเลยนะเจ๊" คลิฟบ่นใส่มาเรียน มาเรียนกำลังจะโต้กลับนิโคลัสก็เข้ามาในห้อง ด้วยความเกรงใจนิโคลัสทั้งมาเรียนและคลิฟ ต่างพักรบกันชั่วคราว
"อะไรกันนี่ ฉันมาถึงเป็นคนสุดท้ายเหรอ?" ครูเซเดอร์คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องหลังนิโคลัส เขามีนัยน์ตาเป็นสีน้ำตาลแดงที่เข้ากับผมสีชาของเขา
"มาแล้วหรอเกรเกอร์ แต่นายไม่ได้เป็นคนสุดท้ายหรอกนะ" เมมนอสพูด
"อีกคนใครน่ะ ได้ข่าวว่าเด็กใหม่นิ" คลิฟถาม เมมนอสดูในรายชื่อ "อืมมม..รู้สึกจะชื่อ..."
"เรซัส.. " เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู "กำลังพูดถึงผมอยู่หรอ?" เรซัสนั่นเอง เขาก็ได้รับเลือกให้เข้าร่วมทีมในครั้งนี้ด้วย
"ก็ใช่อ่ะดี๊... อาไรวะ เป็นเด็กใหม่แท้ๆ ดันมาหลังรุ่นพี่" คลิฟพูดพร้อมกับจ้องหน้าเรซัสเขม็ง เรซัสไม่สะทกสะท้าน
"นั่นสิ ฉันเป็นเด็กใหม่ แต่น่าแปลกนะพอเข้ามา ก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญทันทีเลย" เรซัสพูดอย่างจองหอง ทำให้ทั้งคลิฟ มาเรียน และเกรเกอร์รู้สึกไม่พอใจรุ่นน้องคนนี้ซักเท่าไหร่ เมมนอสเหลือบมองนิโคลัส พรีสเฒ่าทำท่าลูบเครายาวๆ ของเขา และหลบสายตาของเมมนอสอารมณ์ว่าไม่รู้ไม่ชี้ เมมนอสกุมขมับ [ตูอยากบ้าาาา..]
"เอาล่ะๆ ฉันจะแจ้งรายละเอียดบางส่วนให้พวกเธอรับรู้ไว้ ภารกิจที่พรอนเทร่าครั้งนี้สำคัญมาก ขอให้ทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วง ผู้นำของพวกนายก็คือท่านนิโคลัส ขอให้เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำกลุ่มของพวกเธอด้วย พรุ่งนี้เช้าออกเดินทางทันที เอาล่ะวันนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อนซะ" แล้วแต่ละคนก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงเมมนอสกับนิโคลัสสองคน
"ท่านนิโคลัส เจ้าหนุ่มเรซัสนั่นน่ะ ท่านว่ามันใช้ได้หรอปากหาเรื่องขนาดนั้นน่ะ" เมมนอสถามอย่างเป็นห่วง
"ไม่ต้องห่วงไปหรอก ฉันว่าฉันดูคนไม่ผิดนะ เจ้าหนุ่มนั่นน่ะอีกหน่อยเค้าต้องเป็นกำลังให้เราได้ดีแน่" นิโคลัสพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ