Stage5-part1
posted on 22 Oct 2006 21:42 by natchi in Fic-HIATUSเนื่องจากมันยาวว เลยแบ่งมาลงนะคะ
Stage 5 ผู้ช่วยเหลือ
"....ซัส...... เรซัส... เรซัส.....เรซัส!!"
เรซัสสะดุ้งตื่นจากภวังค์ "อะ..มีอะไรหรอ มิดิล เรียกซะดังเลย" เขาเลิ่กลั่กหันไปหามิดิลที่เดินอยู่ข้างหลัง
"คุณต่างหากมัวเหม่ออะไรอยู่ เรียกตั้งนานไม่หัน" มิดิลทำหน้าบึ้งใส่
"งั้นหรอ โทษทีนะแล้วมีอะไรล่ะ" เรซัสถาม
มิดิลมองไปรอบๆ "เราเดินมาตั้งนานแล้วนะแต่ทำไมไม่มีพวกของ Turtle General ตามมาเลยล่ะ มันดูผิดปกตินะ"
เรซัสฟังแล้วก็ได้คิด จริงสินะพวกเขาเดินออกมาจนถึง F2 แล้วแต่กลับไม่เห็นวี่แววของมอนสเตอร์ซักตัว ทั้งๆ ที่พวกเขาน่าจะถูกพวกมันไล่ล่า "ผิดปกติจริงๆ ด้วย" เรซัสพูด เขากับมิดิลมองหน้ากันทั้งคู่พยายามคิดหาคำตอบ ทันใดนั้นก็มีเงาดำพุ่งเข้ามาด้วยคามเร็วสูงโฉบผ่านหัวพวกเขาไป เรซัสยกแขนขึ้นป้องมิดิลไว้ เงาดำที่ผ่านไปได้ย้อนกลับมาหาพวกเขา
"วิคโก้!! " มิดิลอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ ที่แท้เงาดำนั้นคือวิค Falcon ของควีเน่
"วิคโก้? มันชื่อวิคไม่ใช่หรอ.." เรซัสเอ่ยถาม
"ชื่อเล่นมันน่ะ .." มิดิลตอบยิ้มๆ สีหน้าของเธอดูโล่งใจเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ศัตรู แต่ซักพักเธอก็ทำหน้าครุ่นคิดเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง
"เป็นอะไรไปมิดิล.." เรซัสใช้ผ้าคลุมของตนพันแขนไว้ให้วิคโก้บินมาเกาะที่แขน เขาอดถามไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าของมิดิล
มิดิลจ้องมองวิคโก้อย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสังเกตตามร่างกายของมัน "ดูสิ ตามตัวมันไม่มีบาดแผลซักแผล" มิดิลพูดพลางชี้ไปที่วิคโก้ "ที่สำคัญวิคโก้รอดมาได้ยังไงทั้งๆที่เราต่างก็เห็นว่ามันติดอยู่ใน F4 พร้อมกับพวกควีเน่" ถึงตอนนี้ในใจของเรซัสและมิดิลมีความหวังตรงกันเพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมา เพราะกลัวว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่คิด แล้วจู่ๆ วิคโก้ก็กระพือปีกรัวๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องแสบแก้วหู
แกว้ก!!! ....แกว้ก !!! ....แกว้ก!!! วิคโก้ผละออกจากแขนของเรซัสแล้วบินตรงดิ่งไปที่ทางเข้า F3 เรซัสและมิดิลรีบวิ่งตามไปทันที วิคโก้บินโผไปด้วยความเร็วสูงจนพวกเรซัสวิ่งตามแทบไม่ทัน "แฮ่ก....มันจะวิ่งไปไหนของมันกัน...แฮ่ก..แฮ่ก.." เรซัสกระหืดกระหอบ ไม่ต่างจากมิดิลที่วิ่งหอบแฮ่กๆ ตามมาติดๆ ในที่สุดวิคโก้ก็มาหยุดอยู่ที่ขอนไม้ใหญ่อันหนึ่ง เรซัสที่ตามมาล้มตัวลงนอนหอบซึ่โครงบานอยู่ที่พื้น มิดิลเองก็ทรุดลงไปนั่งปาดเหงื่อเหมือนกัน แล้วทั้งสองก็ต้องตกตะลึงกับสถานที่ ที่วิคโก้พาพวกเขามา
"นี่มัน..ทางเข้า F4นี่." เรซัสอุทานเขาลุกขึ้นทันทีเหมือนถูกอะไรดันขึ้นมา ด้านหน้าของพวกเขาคือซากหินที่กองปิดปากประตูอยู่ ประตูที่พวกเขาหนีตายออกมา
"ดูนั่นสิ! " มิดิลชี้ไปที่พื้นใต้ขอนไม้ใหญ่ที่วิคโก้เกาะอยู่ บนพื้นสลักข้อความสั้นๆ เอาไว้ว่า
' ยามนี้ตะวันตื่น..ผู้ควรฟื้นใกล้สูญสิ้น .. ยามอาทิตย์ตกดิน .. ผู้รอดสิ้น...ชีพดับมลาย '
"ข้อความนี่มัน...." นัยน์ตาของเรซัสเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรง เสียงในหัวดังก้องซ้ำไปซ้ำมา "หรือว่า..หรือว่า .."
"สาสน์จาก Turtle General " มิดิลรำพันออกมา เรซัสหันมามองมิดิล "หรือว่าทุกคนยังไม่ตาย!"
เรซัสรีบรุดไปตรงซากหินที่อุดปากประตูอยู่ทันที ใจคิดแต่จะเข้าไปช่วยพรรคพวก มิดิลรั้งตัวเขาไว้
"หยุดก่อนเรซัส! อย่าใจร้อน" เธอพยายามดึงเขาให้ห่างจากทางเข้าแต่แรงของผู้หญิงตัวเล็กๆ จะสู้ผู้ชายได้ยังไง ดูเหมือนเธอจะเป็นฝ่ายถูกลากซะเองมากกว่า เรซัสยังดึงดันจะไปให้ได้ "ปล่อยฉัน มิดิล ฉันไม่ยอมให้พวกนั้นตายหรอก ฉันจะเข้าไป ปล่อย!! " มิดิลแทบจะล้มทั้งยืนด้วยแรงเหวี่ยงของแขนเรซัส แต่เธอก็พยายามก้าวไปดักข้างหน้าเรซัส "ใจเย็นๆ ก่อนสิเรซัส เข้าไปตอนนี้เท่ากับไปให้มันฆ่าชัดๆ คิดดูสิถึงพลังเวทย์ของพวกเราจะคืนมาแล้วแต่เราต่างยังบาดเจ็บกันอยู่นะ สภาพเราตอนนี้ขืนบุ่มบ่ามเข้าไปคงไม่พ้นได้นอนตายอยู่หน้าประตูแน่"
"ฉันไม่สน!! ถึงตายก็ต้องช่วยพวกเขาออกมาให้ได้ " เรซัสตะโกน
"แล้วถ้าพวกเราตายจะช่วยพรรคพวกได้ยังไงกันล่ะ!" มิดิลตวาดบ้าง เรซัสจึงได้สติ ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ ครู่หนึ่งเรซัสก็เอ่ยขึ้น
"โทษที เมื่อกี้ฉันใจร้อนไปหน่อย" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลง เมื่อทั้งสองหันมาสบตากันก็ต้องหน้าแดงเพราะตอนที่กำลังดึงรั้งกันเมื่อครู่ทำให้พวกเขาอยู่ในท่าที่เหมือนกับกำลังกอดกัน
เหมือนแม่เหล็กขั้วเหนือขั้วใต้มาชนกัน เรซัสและมิดิลเด้งออกจากกันทันที "โอ้ย!!..." มิดิลรู้สึกเจ็บแผลที่แขน เรซัสรีบเข้ามาดูเธอ
"เป็นอะไรมากรึปล่าว" เขาถามด้วยความเป็นห่วง
มิดิลยิ้มแล้วส่ายหน้าเป็นการบอกว่าเธอไม่เป็นไร "ใจเย็นลงแล้วสินะ ค่อยยังชั่วหน่อย" เธอยิ้มแหยๆ เพราะยังปวดปากแผลอยู่
"ถูกของเธอ สภาพพวกเราตอนนี้คงไม่ไหวจริงๆ แต่จะทำยังไงดีถ้าถึงตอนตะวันตกดิน พวก Turtle General ต้องฆ่าพวกของเราแน่ๆ" เรซัสกล่าวด้วยท่าทีร้อนใจ
"ฉันถึงบอกไงว่าให้เย็นไว้ก่อน" มิดิลพูดพร้อมกับหยิบนาฬิกาที่ห้อยคอเธออยู่มาดู "กว่าตะวันจะตกดินเหลือเวลาอีก 5 ชั่วโมง ตอนนี้เราต้องคิดหาวิธีก่อนเพราะทางเราทีกันแค่สองคนแถมอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ฉันว่าถ้าวางแผนดีๆ เราต้องช่วยพรรคพวกออกไปได้แน่" มิดิลพูด แม้เธอจะไม่มั่นใจนัก แต่ตอนนี้คงเหลือแต่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น
เรซัสจ้องมองมิดิล เขารู้สึกทึ่งในตัวเธอไม่น้อยที่เธอควบคุมสติได้ขนาดนี้ซึ่งต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง มิดิลเองก็เหมือนจะมองออกว่าเรซัสคิดอะไร "คือ อาจารย์ฉันเค้าสอนไว้น่ะ ว่าผู้ใช้เวทย์มนต์ต้องเยือกเย็นอยู่เสมอ และทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์กับพวกพ้องมากที่สุดน่ะ" เธออมยิ้มเล็กน้อย
"งั้นหรอ เห็นทีฉันคงต้องจำไปใช้มั่งแล้วล่ะ" เรซัสพูดยิ้มๆ เขานึกอายอยู่เหมือนกันที่ตอนเรียนไม่เคยฟังอาจารย์สอนเลยซักครั้ง ทั้งคู่นั่งพักเพื่อฟื้นร่างกาย และคิดหาแผนการ ระหว่างนั้นพวกเขาก็ร่ายเวทย์ Sight อยู่ตลอดเพื่อความปลอดภัย ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง
ผลุบ!! "ว้าย!!" จู่ๆ ก็ปรากฏร่างของเด็กสาวคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้น เรซัสกับมิดิลคว้าไม้เท้าของตัวเองขึ้นมาทันที ดูจากการแต่งกายของเด็กสาวแล้วเธอคงเป็นโรก ผมสั้นสีเขียวชี้โด่ไปมาเหมือนกอหญ้า ดวงตาสีเขียวของเธอจ้องเป๋งมาที่ทั้งสองคน
"บ้าจริง! คนเค้ามุดอยู่ดีๆ ดันขุดขึ้นมาได้ ไม่มีไรทำรึไงยะ!!" เธอแว้ดใส่
"เธอเป็นใครกัน!? " เรซัสชี้ไม่เท้าของตนไปที่โรกสาวด้วยระแวงว่าหล่อนอาจจะเป็นพวกของ Turtle General
โรกสาวหันมากระแทกเสียงตอบ "ฉันจะเป็นใครทำไมจะต้องบอกให้นายรู้ด้วย" เธอเชิดหน้าใส่เรซัส ทำเอาเส้นเลือดที่หัวเขาปูดขึ้นมาด้วยอารมณ์หมั่นไส้
มิดิลพูดต่อ "งั้นขอถามหน่อยได้มั้ยว่า เธอมาทำอะไรที่นี่"
"มากินข้าวม้าง...." โรกสาวเลิกคิ้วตอบกวนๆ ทำเอาเรซัสยิ่งฉุน
"จะตอบดีๆ มั้ยยัยเด็กบ้านี่" เขาขู่
"โอ๊ยยยย....กลัวจังเลยคุณพี่ขา" เธอทำท่าตกใจกลัวที่มองดูก็รู้ว่าเสแสร้ง แล้วเธอก็พูดต่อพร้อมกับชักมีดสั้นขึ้นมา "อย่าขู่ให้เมื่อยเลยน่าพี่ชาย คิดว่าฉันจะกลัวหรอไง" มิดิลเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดแทรก
"เอ่อ..ถ้าเธอไม่ตอบก็ไม่เป็นไรนะ พวกเราจะไม่ยุ่งกับเธอแล้วกัน" คำพูดของมิดิลทำให้โรกสาวเก็บมีดไว้ที่ข้างเอวเหมือนเดิม เรซัสหันมาพูดกับมิดิลด้วยอาการเคืองไม่หาย "ขอฉันอัดซักป้าบเถอะ ยัยเด็กบ้านี่กวนประสาทชะมัด!!" มิดิลเอามือปิดปากเขา "อย่าไม่ยุ่งกับเขาเลย เธอคงไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอก อีกอย่างคุณเองก็เคยกวนประสาทคนอื่นมาไม่น้อยเหมือนกันนี่ถือซะว่ากรรมสนองก็ละกัน" มิดิลกระซิบตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เล่นเอาเรซัสใบ้กินเถียงไม่ออกไปเลย แล้วทั้งสองก็ถอบห่างจากโรกสาวนั่งคิดหาแผนการต่อไป
เวลาล่วงเลยมาหลายนาที น่าแปลกที่โรกสาวก็ยังไม่ยอมไปไหน เธอยังคงนั่งอยู่ตรงที่เดิมและเริ่มมีท่าทีหลุกหลิกเป็นที่สงสัยของมิดิลและเรซัสเป็นอย่างมาก และแล้วความเงียบทำให้โรกสาวอึดอัดจนทนไม่ไหว
"นี่..." เธอร้องเรียกเรซัสกับมิดิลแต่ทั้งสองทำเป็นไม่สนใจ "นี่!" โรกสาวตะเบ็งเสียงจนทั้งสองต้องหันมามอง โรกสาวพูดต่อ "พูดอะไรกันบ้างสิ เป็นใบ้กันรึไง"
เรซัสคิดในใจ "เอาไงแน่วะ พูดด้วยก็กวนประสาท พอไม่พูดก็โดนด่าอีก = = ่ "
"โทษทีนะ เราไม่คิดจะสนทนากับคนที่ไม่ยอมบอกแม้แต่ชื่อหรอก" มิดิลตอบ ทำเอาโรกสาวอึกอัก
"ชาร์มีน... ฉันชื่อชาร์มีน" ในที่สุดเธอก็ยอมบอกชื่อจนได้
"ฉันชื่อมิดิล" มิดิลแนะนำตัวพลางใช้ศอกสะกิดแขนเรซัส
"เรซัส.." เรซัสแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก แล้วเขาก็ถามชาร์มีนต่อ "แล้วเธอน่ะ มาทำอะไรที่นี่แถมมาคนเดียวด้วย"
ชาร์มีนนิ่งไปพักนึงแล้วจึงพูดต่อ "ฉันเป็นคนในกลุ่มโจรกลุ่มนึงน่ะ มาที่นี่เพื่อจะโขมยสมบัติของตาเต่าเฒ่านั่น แต่มันผิดแผนกันนิดหน่อยเราเลยถูกจับได้ มีฉันคนเดียวที่หนีรอดออกมา นอกนั้น...." เธอเงียบไป แต่ถึงไม่พูด เรซัสกับมิดิลก็รู้ความหมาย
"แล้วพวกนายมาทำอะไรที่นี่น่ะ " ชาร์มีนถาม
"พวกเราเองมา เอ่อ...ทำงานอย่างหนึ่งน่ะ แต่พวกของเราถูก Turtle General จับตัวไว้ เรากำลังหาทางช่วยอยู่" มิดิลตอบ
"อะไรนะ พวกนายจะเข้าไปช่วยคน ดูสารรูปซิเข้าไปมีแต่ตายกับตาย" ชาร์มีนมองดูบาดแผลตามตัวของนักเวทย์ทั้งสอง
"ยังไงเราก็ต้องช่วยเพื่อนของเราแล้วกลับไปแจ้งข่าวให้พรรคพวกให้ได้" เรซัสพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ถ้าจะแจ้งข่าวทำไมไม่ใช้การซิบล่ะ" ชาร์มีนพูด
"ลองแล้ว แต่ซิบไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ที่ Prontera Al De Baran หรือคนที่อยู่ใกล้ๆ " มิดิลตอบด้วยสีหน้าหดหู่ "ถ้าซิบได้ป่านนี้คงมีคนมาช่วยแล้วล่ะ" ชาร์มีนฟังแล้วทุบกำปั้นลงไปที่มือตัวเอง "อ๋อ..มิน่าล่ะ ตอนที่กำลังโขมยของถึงซิบหาคนในกลุ่มไม่ได้ เลยถูกจับได้ บ้าจริงทำไมจู่ๆ ระบบซิบถึงรวนได้ล่ะเนี่ย" ตอนนี้ทั้งเรซัสและมิดิลนึกถึงคำพูดของ Turtle General ที่พูดถึงนายของมัน พวกมันต้องกำลังวางแผนอะไรซักอย่างแน่พวกเขาจะช้าไม่ได้แล้ว ทันใดนั้นมิดิลก็นึกออก เธอคว้าแขนทั้งสองข้างของชาร์มีนขึ้นมา
"ชาร์มีน เธอช่วยพวกเราหน่อยได้มั้ย ถ้าใช้ Tunnel Drive ของเธอน่ะต้องช่วยเพื่อนฉันออกมาได้แน่ๆ" มิดิลพูดเชิงขอร้อง
ชาร์มีนสะบัดแขนออกทันที "จะบ้าหรอ เรื่องอะไรฉันจะต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยไม่เอาหรอก" โรกสาวปฏิเสธเสียงแข็ง
"มิดิล อย่าไปขอร้องยัยตาขาวนี่เลย พวกเราไปกันเองดีกว่า" เรซัสพูดพลางดึงแขนมิดิลไป
"นายว่าใครตาขาวกันยะ!!" ชาร์มีนเริ่มโมโห
"ก็ที่เธอนั่งแหมะอยู่กับพวกเราเพราะไม่กล้าออกไปใช่มั้ยล่ะ จะบอกอะไรให้นะข้างนอกน่ะมีพวกมันรอรุมกินโต๊ะเธออยู่อีกเพียบ ถ้าคิดจะกลับไปคนเดียวละก็ระวังไว้หน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน" เรซัสพูดไปมั่วๆ ความจริงเขาไม่รู้หรอกว่าข้างนอกมีมอนสเตอร์รึปล่าว แต่แค่นี้ก็ทำให้ชาร์มีนถึงกับหน้าซีด มิดิลเห็นดังนั้นก็ช่วยเล่นละครด้วย ว่าแล้วทั้งสองก็ทำท่าจะเดินออกห่างจากชาร์มีน
"ดะ .เดี๋ยวสิ.. รอด้วย ฉันไปด้วย.. ฉันยอมช่วยแล้ว ให้ฉันไปด้วยคนนะ" ชาร์มีนเลิกลั่กวิ่งตามพวกเขา เข้าแผนของทั้งสองพอดี
"ดี งั้นฉันจะบอกแผนให้ฟังนะ" มิดิลพูด พวกเขาได้โรกสาวมาเป็นพวกแล้ว
เมื่อทั้งสามปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาตัดสินใจเดินไปที่ประตูสู่ชั้น F4 มิดิลเขียนจดหมายใส่เศษผ้าแล้วพันไว้กับขาของวิคโก้หวังจะให้มันไปส่งข่าวแทน แต่ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่ยอมไป
"ไปซี่ โธ่...ทำไงดีล่ะเนี่ย" มิดิลพึมพำอย่างหัวเสียเล็กน้อย
"ท่าทางมันคงอยากไปกับเราล่ะมั้ง ให้มันไปด้วยก็แล้วกัน" เรซัสพูด
มิดิลหันมาทางเรซัส "แต่ว่าถ้าไม่ให้มันไปส่งข่าวก่อนแล้วเกิดพวกเราทำพลาดขึ้นมาล่ะจะทำยังไง" สีหน้าของเธอดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ก็หมายความว่าเราจะต้องไม่พลาดน่ะสิ พวกเราต้องได้กลับไปด้วยกันอย่างแน่นอน เชื่อเถอะ" เรซัสพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มิดิลจึงยอมให้วิคโก้ไปด้วย
ขณะที่กำลังเดินอยู่ชาร์มีนก็พูดขึ้น "เดี๋ยวก่อน.." เรซัสและมิดิลหันมามอง
"อะไร หรือว่าจะเปลี่ยนใจ? " เรซัสพูด
"ปล่าวว.. เอ้ารับไปซะ" ชาร์มีนโยนไวท์โพชั่นให้พวกเรซัสคนละขวด "กินซะ จะได้มีแรงสู้ ถ้าพวกนายตายแล้วแผนล่มละก็ใครจะพาฉันออกไปล่ะ" เรซัสและมิดิลรับไวท์โพชั่นมาแล้วดื่มทันที "ขอบใจนะ" มิดิลบอกกับชาร์มีน แต่โรกสาวทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วพวกเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้า F4
"พร้อมนะ " เรซัสถามสองสาว ทั้งสองพยักหน้า เรซัสเริ่มร่ายเวทย์
Soul Strike!! ลูกบอลพลังจิตพุ่งเข้าปะทะซากหินที่อุดทางเข้าอยู่ เกิดแรงระเบิดมหาศาลขึ้นซากหินตรงทางเข้ากระเด็นหายไป เรซัสกับมิดิลเดินเข้าไปทันที ก่อนจะเข้ามิดิลหันมาบอกกับชาร์มีนว่า "ฝากด้วยนะ ชาร์มีน" ชาร์มีพยักหน้ารับคำทั้งๆ ที่มือยังสั่นอยู่ แล้วเรซัสกับมิดิลก็หายเข้าไปในทางเข้า F4