Stage7

posted on 31 Oct 2006 17:59 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage7~ พายุใหญ่

ฉืบ... ฉืบ... ฉืบ... ฉืบ... เสียงฝีเท้าดังขึ้นในความมืด เจ้าของเสียงย่างก้าวอย่างช้าๆ ฉืบ....ฉืบ....ฉืบ... กึก! เสียงฝีเท้าเงียบไป

"Sight!" ลูกไฟเล็กๆ ลอยหมุนวนรอบตัวเจ้าของเสียง แสงวูบวาบจากลูกไฟเผยให้เห็นร่างของชายคนหนึ่งในชุดสีดำสวม Hood ปิดบังหน้าตาเอาไว้ เขายืนนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วโบกมือขวาไปด้านหน้า ลูกไฟที่ลอยวนอยู่ก็พุ่งไปตามทิศทางมือ เปลวไฟลอยไปตกบนคบเพลิงบังเกิดแสงสว่างขึ้นทั่วบริเวณ ชายชุดดำยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลแดงที่ประกอบขึ้นด้วยหินสลัก บนกำแพงห้องมีรูปภาพ และอักษรภาพอียิปต์โบราณสลักอยู่ ตรงกลางห้องมีโลงศพที่หล่อจากทองสำริด ประดับประดาด้วยอัญมณีมากมาย

ชายชุดดำเดินไปที่หน้าโลงศพพร้อมกับหยิบม้วนกระดาษเก่าๆ ม้วนหนึ่งออกมา ค่อยๆ คลี่มันออกและอ่านภาษาโบราณที่จารึกไว้อยู่ในนั้น ระหว่างที่เขาอ่านอีกมือหนึ่งก็หยิบคนโทขนาดเล็กออกมาแล้วเทของเหลวสีแดงที่อยู่ข้างในลงบนฝาโลง

เมื่อชายชุดดำอ่านภาษาโบราณจนจบก็เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วห้องทำให้เศษหินเศษทรายชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงกราวจากเพดานลงมา ฝาโลงเริ่มขยับ มันค่อยๆ เลื่อนออกจากตัวโลงและตกลงบนพื้นเสียงสนั่นด้วยความหนักของมัน แรงสั่นสะเทือนหายไปกลับกลายเป็นไอสีม่วงเย็นยะเยียบลอยฟุ้งออกมา ชายชุดดำเดินเข้าไปใกล้โลงศพแล้วชะเง้อมองลงไปข้างใน แต่ปรากฏว่าในโลงนั้นว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่เลย

ทันใดนั้น! มีมือฟาดลงมาที่เขาจากด้านหลัง!!

ชายชุดดำกระโดดหลบไปอีกฟากหนึ่งของโลงได้อย่างเฉียดฉิว มือนั้นกระชากผ้าคลุมของเขาขาดแหว่งไปชิ้นใหญ่ มือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลกำชิ้นผ้าที่ขาดไว้ และแล้วร่างอันใหญ่โตก็ปรากฏออกมาจากกลุ่มหมอกสีม่วง มันเป็นร่างที่มีผ้าพันแผลพันไว้ทั้งตัว บนหัวสวมมงกุฏสีทองอร่าม ดวงตาสีแดงฉานมองลอดออกมาจากใต้ผ้าพันแผล

"เจ้าเป็นใคร.." เสียงอันแหบแห้งฟังดูน่าขนลุกดังออกมาจากร่างนั้น

"สวัสดีท่านโอซิริส ยินดีด้วยกับการตื่นขึ้นอีกครั้ง" ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

"ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร!!" โอซิริสเปล่งเสียงกร้าว

"กระผมเป็นใครไม่สำคัญ ท่านรู้แค่ว่ากระผมมาช่วยท่านก็เพียงพอแล้ว" เขาตอบ

โอซิริสทิ้งเศษผ้าในมือลงพื้น "ช่วย?.. งั้นรึ"

"ถูกต้อง..กระผมรู้ว่าท่านต้องการอะไร คนผู้นั้นอยู่ไม่ห่างจากที่นี่นักหรอก"

ดวงตาของโอซิริสเบิกกว้างทันที แสงสีแดงดุจเพลิงลุกวาวอยู่ภายใน "มันอยู่ที่ไหน!! อยู่ที่ไหน!!!! " เสียงคำรามดังกึกก้องพร้อมกับเกิดกระแสลมหมุนวนไปทั่ว รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของชายชุดดำ "ท่านจะได้ข้อมูลที่ท่านต้องการ"

หลังจากที่โอซิริสออกจากห้องไปแล้วก็เหลือเพียงชายชุดดำยืนอยู่คนเดียว "ทุกอย่างเรียบร้อยขอรับนายท่าน" เขาเอ่ย

"ทำได้ดีมาก แต่จะว่าไปก็น่าสงสารเหมือนกันนะ เจ้ามัมมี่นั่นมันคงไม่รู้หรอกว่าตัวเองถูกหลอก หึๆๆๆ" เสียงลึกลับเอ่ยขึ้นจากที่ไหนสักแห่งในห้องนี้ "เอาล่ะ หมดธุระที่นี่แล้วไปกันเถอะ เรายังมีงานต้องทำอีก"

"ครับ นายท่าน" ชายชุดดำรับคำ แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับคบเพลิงที่ดับวูบลง

ไกลออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง อิซลูด ค่ำคืนนี้ของมอรอคก็ยังคงความคึกคักเหมือนเดิมเช่นทุกวัน ดูเหมือนจะมากกว่าทุกวันเสียอีก คงเพราะผู้คนที่อพยพเข้ามาจากเมืองอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองพรอนเทร่า ไม่ได้ทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าเมืองนี้เกรงกลัวแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะที่นี่อยู่ห่างไกลมากจนทุกคนเชื่อว่าคงจะไม่ได้รับผลกระทบก็เป็นได้ สถานที่ที่เงียบสงบแห่งเดียวในเมืองนี้คงเป็น พระราชวังแห่งมอรอค และคงเป็นที่เดียวที่ตื่นตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พรอนเทร่า ทหารยามในวังต่างตรวจตราอย่างแข็งขัน รวมทั้งทหารรักษาการนอกกำแพงเมืองก็เฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนา

ในห้องนอนอันหรูหราห้องหนึ่งในปราสาท หญิงผู้หนึ่งท่าทางสูงศักดิ์ยืนอยู่ริมหน้าต่าง เธอมีใบหน้าที่งดงามหมดจด และเรือนผมสีดำสนิทยาวสลวย นิ้วมืออันเรียวงามแหวกผ้าม่านให้เปิดออกจนเห็นทิวทัศน์ยามราตรีของเมืองทั้งเมือง เธอยืนทอดถอนหายใจอยู่พักหนึ่ง

ก๊อกๆ ๆ.. เสียงเคาะประตูดังขึ้น

"ใครน่ะ" เธอเอ่ยถาม

"เอ่อ..กราบทูลพระราชินี.." ไม่ทันที่ทหารยามจะตอบ เสียงเด็กน้อยคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู

"เสด็จแม่..." เมื่อพระราชินีได้ยินเสียงก็เดินไปเปิดประตูทันที เมื่อประตูถูกเปิดออกเด็กชายตัวน้อยก็โผเข้ามากอดพระนางทันที

"มีอะไรจ๊ะ ..อาชูนิบัล ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะ หืม?.." พระนางถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลพร้อมกับจูงมือโอรสน้อยเดินไปที่เตียง พระนางนั่งลงบนเตียงแล้วอุ้มพระโอรสอาชูนิบัลขึ้นมานั่งที่ตัก พระโอรสน้อยหันหน้าไปหาพระนางแล้วถามขึ้นว่า "เสด็จแม่ โอซิริสมีจริงรึเปล่าครับ?" พระนางเลิกคิ้วขึ้นแล้วตรัสถามต่อ "ลูกรู้จักชื่อนี้ได้ยังไง ไปฟังมาจากไหนกันจ๊ะ.." พระโอรสเอนหัวลงซบกับอกของพระมารดามือน้อยๆ ทั้งสองกอดพระนางไว้แน่น "ลูกได้ยินมาจากพวกทหารครับ พวกเขาพูดกันว่าโอซิริสเป็นปิศาจชั่วร้ายที่ถูกขังอยู่ที่ปิรามิดนอกเมืองของเรา" เจ้าชายน้อยสั่นเทาด้วยความกลัว พระราชินีได้ฟังดังนั้นก็ลูบหัวลูกน้อยเบาๆ แล้วตรัสตอบว่า "มีสิจ๊ะ โอซิริสน่ะมีอยู่จริง" เจ้าชายน้อยสะดุ้งขึ้นทันที และยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่ "แต่โอซิริสน่ะ ไม่ใช่ปิศาจร้ายที่ไหนหรอกนะ พระองค์เป็นเทพเจ้าต่างหาก" คำตอบนี้ทำให้เจ้าชายเริ่มยิ้ม "เอาล่ะ แม่จะเล่าให้ลูกฟังนะ" พระราชินีตรัส

"นานแสนนานมาแล้ว ดินแดนที่ถูกเรียกว่า 'ไอยคุปต์' มีผู้ปกครองที่เรียกว่า 'ฟาโรห์' ซึ่งเทพโอซิริสก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อครั้งที่ฟาโรห์โอซิริส ได้ครอบครองดินแดนไอยคุปต์โดยมีพระนางไอซิสพี่น้องร่วมสายเลือดของพระองค์เป็นพระราชินีอยู่เคียงข้าง พระองค์สอนให้มนุษย์รู้จักการเพาะปลูก การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการบวงสรวงเทพเจ้า

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ฟาโรห์โอซิริสกลับมาจากการสอนพวกมนุษย์ในแดนไกล พระองค์ได้พบว่าเทพเสตผู้เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดอีกคนได้จัดงานเลี้ยงขึ้น โอซิริสได้ถูกเสตหลอกล่อให้ลงไปอยู่ในหีบไม้แล้วเสตก็ปิดฝาหีบเอาตะปูตอก และยารอยแตกอย่างรวกเร็วแล้วนำไปโยนลงแม่น้ำไนล์ พระนางไอซิสรู้เข้าจึงออกตามหาพระศพของสวามีจนพบและนำหีบพระศพกลับมาได้ แต่โชคร้ายที่เสตมาพบพระศพจึงฉีกร่างของฟาโรห์โอซิริสออกเป็น 14 ชิ้นแล้วโยนทิ้งไปทั่วไอยคุปต์ พระนางไอซิสจึงต้องออกตามหาชิ้นส่วนพระศพอีกครั้ง ในที่สุดก็หามาได้ 13 ชิ้น ชิ้นสุดท้ายได้ถูกปลากินไปแล้ว พระนางจึงเนรมิตส่วนสุดท้ายขึ้นมาแล้วประกอบพิธีกรรมแก่โอซิริสโดยสมบูรณ์ พระนางไอซิสได้กลายเป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์และ เป็นเทวีผู้คุ้มครองเด็ก ส่วนเทพโอซิริสได้กลายเป็นกษัตริย์แห่งดินแดนผู้ตาย" พระศพของพระองค์ถูกเก็บไว้อย่างดีในปิระมิดนอกเมืองของเรานี่เอง เมื่อพระราชินีเล่าจบพระนางก้มพระพักตร์ลงไปหาพระโอรส เจ้าชายน้อยก็มองขึ้นมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

"โอซิริสน่าสงสารจังนะครับเสด็จแม่" เจ้าชายน้อยทำท่าจะร้องไห้ "อย่างนี้โอซิริสคงเกลียดเสตมากสินะครับ"

"อันนี้แม่เองก็ไม่รู้หรอกจ้ะ ว่าแต่หายกลัวแล้วใช่มั้ย?"

เจ้าชายน้อยพยักหน้า "ครับ ลูกไม่กลัวแล้ว เพราะเทวีไอซิสจะคอยคุ้มครองเด็กๆนี่ครับ"

"ถ้างั้นก็ถึงเวลาที่ลูกจะต้องไปนอนได้แล้วนะ" พระราชินีตรัสพร้อมรอยยิ้ม แล้วพาพระโอรสไปที่หน้าประตูห้องบรรทม เจ้าชายน้อยวิ่งจากไปอย่างร่าเริง

"กลับไปแล้วสินะ" เสียงทุ้มที่คุ้นหูดังขึ้น พระราชินีหันขวับไปดูทันที

"ฝ่าบาท....มาตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะ" พระนางรีบคุกเข่าลงถวายบังคมพระราชา

"ไม่ต้องมากพิธีหรอก ลุกขึ้นเถอะนี่ก็ดึกมากแล้ว เข้าไปพักผ่อนดีกว่านะ" พระราชาพยุงพระชายาให้ยืนขึ้นแล้วทั้งสองก็เข้าไปในห้อง

"อาชูนิบัลมาอ้อนอะไรเธอล่ะวันนี้" พระราชาตรัสถาม

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แกสงสัยเรื่องบางอย่างก็เลยมาถามหม่อมฉันเท่านั้นเอง" พระนางตอบ

"ยังงั้นเหรอ เจ้าลูกคนนี้ช่างสงสัยจริงๆ อยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้ถึงกับมารบกวนแม่กลางดึก"

"ก็ดีไม่ใช่หรือเพคะ" พระราชินีตอบยิ้มๆ

"นั่นสินะ อืม...ชักง่วงซะแล้วสิ"

"งั้นก็บรรทมเถอะเพคะ พรุ่งนี้ต้องว่าราชการแต่เช้า"

"ก็ดีเหมือนกัน" พระราชาล้มตัวลงนอน พระราชินีเองก็กำลังเอนตัวลงนอนเช่นกันแต่ทั้งสองคนก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียง...

"...เ--ส--ต..."

พระราชาลุกขึ้นทันที พระองค์โอบพระชายาเอาไว้แล้วมองหาต้นเสียง สายพระเนตรทั้งสองคู่ไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง ผ้าม่านปลิวพลิ้วตามแรงลม มีเงาคนอยู่นอกหน้าต่าง!

"ใครน่ะ!!" ไม่มีเสียงใดตอบคำถามของพระราชา เงานั้นเคลื่อนตัวขึ้นมาและดันตัวขึ้นพุ่งแหวกผ้าม่านเข้ามาในห้อง!

"กรี๊ดดดดดดดดด.!!!!!" พระราชินีกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว พระราชาชักดาบของพระองค์ออกมาโดยให้พระชายายืนหลบอยู่ด้านหลัง

"ทหาร!! มีผู้บุกรุก!" พระราชาตะโกน แต่ไม่มีเสียงตอบจากทหารด้านนอก

"ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก เสต! " เสียงแหบแห้งจากร่างเงานั้นดังก้อง

"เสต? ...หมายถึงใครกัน?!" พระราชาตรัสด้วยสีหน้างุนงง

"อย่ามาทำไขสือ!! ลืมสิ่งที่เจ้าทำกับข้าไปแล้วรึไง!!" ร่างเงานั้นค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น.. ใกล้ขึ้น... สายลมแรงพัดเข้ามาในห้องทำเอาผ้าม่านลอยขึ้นไปติดผนังด้านบน แสงจันทร์สาดส่องเข้ามากระทบร่างเงานั้น ทั้งสองพระองค์ตาเบิกโพลง "อ..อ..โอซิริส!!"

"ใช่....ความจำเจ้ายังไม่เสื่อมนี่ ได้เวลาสะสางเรื่องของเราแล้วเสต...." รังสีสังหารพุ่งพล่านออกมาจากดวงตาของโอซิริส กระแสลมภายในห้องยิ่งรุนแรงขึ้นพัดพาข้าวของในห้องล้มระเนระนาด

"เดี๋ยวก่อน ..เข้าใจผิดแล้วฉันไม่ใช่.." ไม่ทันที่พระราชาจะกล่าวจบ โอซิริสก็พุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง "ไม่ต้องมาเสแสร้ง!! เจ้าต้องตาย!!"

โครม!!!

"โอ๊ย..!" อาชูนิบัลสะดุดขาตัวเองล้มลงหน้าประตูห้องหนึ่ง นายทหารที่ยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ รีบรุดมาประคองเจ้าชายน้อย

"เป็นอะไรมากรึเปล่าพะยะค่ะ เจ้าชาย" ทหารยามถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง

"ไม่เป็นไร สงสัยจะวิ่งเร็วไปหน่อยน่ะแหะๆ" อาชูนิบัลหัวเราะอย่างอายๆ "จริงสิ ท่านพี่อยู่ในห้องใช่มั้ย"

ทหารยามมองไปที่ประตูห้อง "อยู่พะยะค่ะ แต่เกรงว่าเจ้าหญิงคงบรรทมไปแล้ว"

"งั้นหรอ..." เจ้าชายน้อยมีสีหน้าผิดหวัง พลางคิดว่าไว้มาหาวันรุ่งขึ้นก็แล้วกัน ขณะที่อาชูนิบัลหันหลังกลับก็ได้ยินเสียงดังกุกกักอยู่ในห้อง

"ท่าทางจะยังไม่หลับแฮะ งั้นฉันเข้าไปนะ" ทหารยามหลบทางให้เจ้าชายน้อยผลักประตูเข้าไป

"เอ๋..ทำไมมืดจัง" ห้องที่มืดสนิทสร้างความประหลาดใจแก่เจ้าชายน้อยยิ่งนัก ภายในห้องมีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา อาชูนิบัลเห็นเงาตะคุ่มๆ ดูเหมือนกำลังนั่งอยู่บนเตียง "ท่านพี่ ท่านพี่ ทำอะไรอยู่น่ะ" อาชูนิบัลร้องถามแต่เงานั้นไม่ตอบ กลับก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่างอยู่ เจ้าชายน้อยรู้สึกสงสัยขึ้นมาจึงหยิบไม้ขีดขึ้นมาจุดไฟที่ตะเกียงข้างประตูและหยิบมาถือไว้ เมื่อห้องสว่างขึ้น...

"อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!!!!!!!"

"เกิดอะไรขึ้นพะยะค่ะเจ้าชาย" ทหารยามสามสี่คนที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงร้องของอาชูนิบัลจึงพรวดพราดเปิดประตูเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ แล้วพวกเขาก็ต้องผงะเมื่อเห็นสัตว์ประหลาดรูปร่างท่อนบนเป็นผู้หญิง แต่ท่อนล่างกลับเป็นงู มันกำลังกัดกินร่างของเจ้าหญิงแรกรุ่นอย่างเอร็ดอร่อย เลือดสีแดงสดกระเด็นเปรอะไปทั่ว ดวงตากลมโตของเจ้าหญิงเบิกโพลง ร่างกายแน่นิ่งไม่ไหวติง

"ท่านพี่!!!!!!!!!!!!!!" อาชูนิบัลกรีดร้อง น้ำตาไหลเป็นทาง ร่างน้อยๆ ทรุดลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง

"นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?!" ทหารยามมีสีหน้าตกใจสุดขีด

"เจ้านี่...เจ้านี่มันไอซิสนี่! มันออกมาจากปิรามิดได้ยังไง?!"

"อย่าเพิ่งพูดมาก อารักขาเจ้าชายเร็ว!!" ทหารอีกคนหนึ่งพูดเรียกสติเพื่อน แล้วนายทหารทั้งสี่ก็โผเข้าโจมตีไอซิสทันที ไอซิสเหวี่ยงร่างขององค์หญิงใส่นายทหารคนหนึ่งล้มลงไป และหลบดาบของอีกคนที่ฟาดลงมาพร้อมกับแทงมือทะลุลำตัวของทหารคนนั้นขาดใจตายทันที ทหารยามอีกสองคนพุ่งหอกเข้ามาหาไอซิส หล่อนใช้สองมือจับปลายหอกไว้เพื่อหยุดการเคลื่อนไหว แล้วสะบัดมือหมุนปลายหอกอย่างรวดเร็วทำให้นายทหารทั้งสองลอยหมุนขึ้นไปตามแรงบิด จนต้องปล่อยมือจากอาวุธอย่างช่วยไม่ได้ ไอซิสควงหอกทั้งสองในมือก่อนจะแทงลงไปกลางหลังของสองนายทหาร พวกเขากระอักเลือดและสิ้นใจตายไป ทหารคนแรกที่ล้มลงไปเห็นว่าคงสู้ไม่ได้แน่ เขาตัดสินใจวิ่งเข้าไปอุ้มเจ้าชายน้อยขึ้นด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งยังถือดาบไว้ "หนีเร็วพะยะค่ะเจ้าชาย" เขาอุ้มเจ้าชายวิ่งออกจากห้องแล้วปิดประตูทันที

"ไม่จริง..ท่านพี่ ท่านพี่!!!!" อาชูนิบัลยังร้องไห้ไม่หยุดในขณะที่ทหารยามยังอุ้มพระองค์วิ่งหนีไปเรื่อยๆ "นี่มันอะไรกัน ...ท่านแม่บอกฉันว่าไอซิสเป็นเทวีผู้คุ้มครองเด็กนี่นา แล้วทำไม..." เจ้าชายน้อยนึกขึ้นมาได้ "จริงสิ! ท่านแม่กับท่านพ่อล่ะ!! พวกท่านจะเป็นอะไรรึเปล่า" อาชูนิบัลหันไปบอกกับทหารยาม "พาฉันไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ทีสิ"

"เกรงว่าจะไม่ได้พะยะค่ะ ตอนนี้พระองค์ควรไปถึงที่ที่ปลอดภัยเสียก่อน"

"กี๊ซ!! " เสียงไอซิสไล่ตามมาจากด้านหลัง

"มันมาเร็วแบบนี้คงหนีไม่พ้นแน่" ทหารยามคิด เขาหยุดวิ่งแล้ววางเจ้าชายลง "เจ้าชาย ..ข้าพระองค์จะสกัดมันไว้เอง เจ้าชายรีบหนีไปนะพะยะค่ะ" อาชูนิบัลส่ายหัว ใบหน้าเล็กๆ อาบไปด้วยน้ำตา ทหารยามยิ้มรับ "พระองค์ต้องมีชีวิตรอดให้ได้นะพะย่ะค่ะ ขอให้เหล่าเทพคุ้มครองพระองค์ ....ข้าพระองค์ทูลลา" พูดจบเขาก็ผละออกจากอาชูนิบัล "เข้ามาเลยนังปิศาจ" ทหารยามผู้กล้าหาญพุ่งเข้าขวางไอซิส เจ้าชายอาชูนิบัลเช็ดคราบน้ำตาแล้วออกวิ่งในทันทีโดยไม่กล้าหันกลับมามองชะตากรรมของนายทหารผู้กล้า "ต้องรอด..ต้องรอด!!" ในใจของเขาร่ำร้อง

อาชูนิบัลวิ่งไปตามทางเดินระหว่างทางเห็นทหารยามล้มตายเป็นจำนวนมาก ขณะที่กำลังลงบันไดก็มีสุนัขสีดำ(Matyr)สองตัวเข้ามายืนขวางเจ้าชายน้อยเอาไว้ พวกมันแยกเขี้ยวใส่เขาอย่างกระหายเลือด เขากลัวจนตัวสั่นแต่เมื่อนึกถึงทหารยามที่ช่วยตนออกมา อาชูนิบัลรวบรวมความกล้าหยิบดาบของทหารที่ตายไปขึ้นมา "ฉัน..ฉัน..ไม่กลัวพวกแกหรอก ฉันต้องรอดไปให้ได้" อาชูนิบัลพูดเพื่อปลุกขวัญตัวเอง Matyr สองตัวแสยะยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพุ่งเข้ามาตะครุบเหยื่อตัวน้อย อาชูนิบัลเหวี่ยงดาบเข้าหา Matyr ตัวหนึ่งอย่างทุกลักทุเล ดูเหมือนดาบจะหนักเกินไปสำหรับเขา Matyr ตัวนั้นหลบได้อย่างง่ายดาย มันงับตัวดาบไว้แล้วสะบัดดาบจนหลุดจากมืออาชูนิบัล Matyr อีกตัวกระโจนเข้ามา อาชูนิบัลไม่มีที่หนีแล้ว

ฉัวะ!

เอ๋ง!!

จู่ๆ ก็มีใบมีดโผล่ออกจากกำแพงฟันเจ้า Matyr ตัวนั้นกระเด็นไป Matyr อีกตัวทิ้งดาบลงแล้วกระโจนเข้าหาเจ้าของใบมีด แต่มันกลับชนกับกำแพงเข้าอย่างจัง

"ระวังหน่อย..เจ้าหมาขี้เรื้อน" เสียงของบุรุษคนหนึ่งดังออกมาจากกำแพง เขาพุ่งตัวออกจากท่า Clocking แล้วตวัดใบมีดในมือฉับเดียวหัวของ Matyr ก็หลุดกระเด็นไป เขาเดินเข้ามาหาอาชูนิบัลที่ยืนอึ้งอยู่

"ปลอดภัยนะพะย่ะค่ะ เจ้าชาย" แอสแซสซินคนนั้นเอ่ยถาม เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง ผมสีขาวยาวลงมาคลุมบ่า ดวงตาสีเขียวใสจ้องมองมาที่อาชูนิบัลอย่างไร้พิษภัย

"ท่านเป็นใครกัน.." เจ้าชายน้อยถามต่อ

แอสแซสซินคนนั้นคุกเข่าลงแล้วพูดกับอาชูนิบัล "กระหม่อมชื่อเซนเกียร์ เป็นหนึ่งในหน่วยพิเศษแห่งมอรอค ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองเมืองนี้ และตอนนี้กระหม่อมจะเป็นคนคุ้มครองพระองค์เอง รีบไปเถอะพะย่ะค่ะก่อนที่มอนสเตอร์จากปิรามิดจะยกโขยงกันมามากกว่านี้"

"เซนเกียร์ ..งั้นท่านรู้ไหมว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ปลอดภัยรึเปล่า" อาชูนิบัลเขย่าตัวเซนเกียร์ เซนเกียร์ส่ายหน้า "ทั้งสองพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วพะย่ะค่ะ"

อาชูนิบัลแทบช็อค เขาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ "ไม่จริง...ไม่จริง ..ฉันไม่เชื่อ....ไม่จริง!!" เขาร้องไห้ใหญ่

"มันเป็นเรื่องจริงพะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าพระองค์ควรรีบออกไปจากที่นี่ เพราะพระองค์เป็นทายาทที่เหลือเพียงองค์เดียวของกษัตริย์แห่งมอรอค" แต่ไม่ว่าเซนเกียร์จะพูดอย่างไร อาชูนิบัลก็ไม่ยอมฟัง เซนเกียร์ไม่มีทางเลือกจึงตีท้ายทอยของเจ้าชายจนสลบ แล้วอุ้มเขาออกไป

รุ่งเช้าข่าวจากมอรอคได้กระจายมาถึงพรอนเทร่า การประชุมในท้องพระโรงดำเนินไปอย่างตึงเครียด ที่ประชุมมีมติให้ส่งหน่วยพิเศษแห่งพรอนเทร่าส่วนหนึ่งไปช่วยมอรอค พวกนิโคลัสเองก็เตรียมตัวจะไปสมทบเช่นกัน เลร่าดูจะวิตกกังวลมากกว่าใคร แต่ก่อนที่พวกเขาจะไปได้มีอโคไลท์คนหนึ่งวาร์ปมาที่หน้าประตูปราสาท นิโคลัสเห็นแล้วก็จำได้ทันที เขาเป็นคนที่ทำงานอยู่ที่กองกำลังระหว่างประเทศ

"เธอ ..คนของกองกำลังระหว่างประเทศมาทำอะไรที่นี่น่ะ" นิโคลัสถาม

"ผมมาส่งข่าวครับ" เขาทำหน้าตื่น "คือว่าตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นที่ มอรอค แล้วครับ"

"เรื่องที่มอนสเตอร์จากปิรามิดออกอาละวาดสินะ เรื่องนั้นพวกเรารู้แล้ว ท่านเมมนอสล่ะเขาส่งกำลังไปช่วยแล้วหรือยัง?"

อโคไลท์หนุ่มทำท่าอึกอักก่อนจะตอบ "ตอนนี้ทางเกฟเฟ่น ได้ส่งหน่วยพิเศษออกมาช่วยอีกแรงแล้วครับ ตอนนี้พวกเขาคงเดินทางไปถึงแล้ว"

"เดี๋ยวก่อน...เกฟเฟ่น งั้นหรือ แล้วทางกองกำลังของเราที่ อัล เดอ บาราน ล่ะ"

"คือ...ที่ทำการของเราก็ถูกโจมตีครับ จากมอนสเตอร์ใน Magma Dungeon กระทั่งจูโน่ก็โดนด้วยครับ"

"อะไรนะ!" นิโคลัสอุทาน ทุกคนก็ตกใจไม่แพ้กัน

"จูโน่...!!!" มิดิลใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จูโน่เป็นบ้านเกิดของเธอ ครอบครัวและเพื่อนฝูงของเธออยู่ที่นั่น ...

"กองกำลังของเรามีคนประจำอยู่น้อย ส่วนใหญ่กระจายกำลังไปตามสถานที่ต่างๆ จึงกำลังเสียเปรียบอยู่ครับ ขอให้พวกคุณช่วยกลับไปที่อัล เดอ บาราน ตอนนี้เลยได้มั้ยครับ" คำพูดของอโคไลท์หนุ่มทำให้ทุกคนต่างลำบากใจ ไม่รู้จะไปช่วยทางไหนดี

"พวกท่านกลับไป อัล เดอ บารานเถอะ ส่วนเรื่องมอรอคทางเราจะขอความช่วยเหลือจากเมืองต่างๆ เอง" ครุซเซนอฟพูดขึ้น กลุ่มของนิโคลัสจึงตัดสินใจกลับอัล เดอ บาราน

"เดี๋ยวค่ะ ท่านนิโคลัส" เลร่าขัดขึ้น "กรุณาอนุญาตให้ฉันไปมอรอคจะได้มั้ยคะ" อัศวินสาวอ้อนวอน นิโคลัสเห็นสีหน้าของเลร่าก็เข้าใจดีจึงอนุญาต

"นี่ ๆๆ แล้วฉันล่ะ" ชาร์มีนพูดขึ้น "ฉันจะทำยังไงดีล่ะ"

"ถ้าเธอไม่มีที่ไป ก็อยู่กับพวกฉันซะที่นี่แหละ เธอจะรังเกียจมั้ยล่ะ" ควีเน่บอกชาร์มีน ซึ่งชาร์มีนเองก็ตกลง

"งั้นตกลงตามนี้ รีบไปเถอะขืนชักช้าจะไม่ทันการ" พูดจบนิโคลัสก็เปิดวาร์ปไปยังอัล เดอ บาราน ส่วนไอเว่นกับฟินิกซ์ก็เปิดวาร์ปเพื่อจะพาพวกหน่วยพิเศษรวมทั้งเลร่าไปยังมอรอค

เมืองอัล เดอ บาราน

เมื่อพวกนิโคลัสวาร์ปมาถึงที่ก็ต้องพบกับสภาพเมืองที่กำลังจะมอดไหม้ด้วยเปลวเพลิง มอนสเตอร์จาก Magma Dungeon ล้วนเป็นสมุนแห่งอัคคี พวกมันกำลังเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เหล่ากองกำลังระหว่างประเทศต่างช่วยกันต่อสู้กับทัพมอนสเตอร์ พวกเขาไม่รอช้ารีบเข้าไปในวงรบด้วยทันที

"ระวัง!! " เรซัสดึงตัวมิดิลให้พ้นจากกรงเล็บของหมียักษ์ ทั้งสองล้มลงไปด้วยกัน "ยัยบ้าเอ๊ย มัวเหม่ออะไรอยู่!!" เขาต่อว่ามิดิล

"ข..ขอโทษค่ะ" มิดิลตอบเสียงแผ่ว ใจของเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะยังคงเป็นห่วงจูโน่ มิดิลตัดสินใจลุกขึ้นไปหานิโคลัส "ท่านนิโคลัสคะ ฉันรู้ดีว่าควรแยกหน้าที่กับเรื่องส่วนตัว แต่ฉัน.."

"เธอไปเถอะมิดิล ที่นี่พวกเราจัดการได้" นิโคลัสพูดแทนราวกับอ่านใจออก

"จริงด้วย ไปเถอะมิดิล ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก แค่นี้กระจอกมาก" คลิฟพูดเป็นเชิงโอ้อวดเล็กน้อย

"แต่ตอนนี้ไม่มีพวกนักบวชว่างอยู่เลย เธอคงต้องเดินเท้าไปนะแต่ว่า...ไม่อยากให้เธอไปคนเดียวเลย.." มาเรียนพูดแสดงความเป็นห่วง

"งั้นผมไปกับมิดิลเอง" เรซัสเอ่ยขึ้น ทำเอาทุกคนอึ้งไปเล็กน้อยที่เห็นเขาอาสา เขาเองก็สังเกตเห็นสายตาที่จ้องมองเขา "มีปัญหาหรือ? ไม่มีฉันพวกนายคงจัดการได้ใช่มั้ย...?"ชายหนุ่มแสดงท่าทีหยิ่งยะโสจนทุกคนหมั่นไส้ มีแต่นิโคลัสที่แอบอมยิ้ม พอจะเดาออกว่าเขาเสแสร้ง

ว่าแล้วเรซัสกับมิดิลก็เดินทางออกจาก อัล เดอ บาราน มุ่งสู่จูโน่ทันที

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry