แด่ความทรงจำ ณ สวรรค์นครา
posted on 23 Feb 2008 01:05 by natchi in Diary2008年 2月 23日
กลับจาก อ. ชุมแสง จ.นครสวรรค์ได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว ^^
ไปออกชุมชนคราวนี้ ต่างจากที่คิดไว้มากมาย อันดับแรก เรื่องไข้หวัดนกที่กลัวนักกลัวหนา ปรากฏว่าตำบลที่ไปนั้นคือตำบลโคกหม้อ แต่ตำบลที่มีข่าวการระบาดคือตำบลพิกุล สถานที่ที่มีการระบาดมีลักษณะเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่แบบปิด ขณะนั้นมีการควบคุมป้องกันโรคเป็นอย่างดีจึงเป็นไปได้ยากที่จะมีการระบาดข้ามตำบล ที่สำคัญคือ คนในชุมชนไม่ได้แตกตื่นกันอย่างที่คิด พวกเขาก็ใช้ชีวิตตามปกติ กินสัตว์ปีก กินไข่กันเหมือนเดิม
"คนที่นี่ไม่มีใครกลัวหรอก มีแต่คนกรุงเทพเท่านั้นแหละที่ตื่นเต้นกัน" พี่ชายท่านหนึ่งบอกพวกเรา
...แป่ว... อายมั้ยล่ะเนี่ย... คนที่ตื่นก็พวกหนูเองละค้า.....><"
แต่คนในชุมชนก็รับรู้และเข้าใจอันตรายของโรคนี้ดี และรู้วิธีป้องกันเช่น อาหารที่ทำจากไข่และสัตว์ปีกจะถูกปรุงจนสุก เคยแวะไปฝากท้องกับร้านอาหารในหมู่บ้าน คุณป้าแม่ครัวทอดไข่ดาวให้ซะสุกเชียวล่ะ ^^
การไปออกชุมชนคราวนี้มีนิสิตแพทย์จากมศว นักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มีทั้งปริญญาตรี โท และเอก) แบ่งกลุ่ม กลุ่มละประมาณสิบกว่าคน ได้สิบห้ากลุ่มกระจายกันอยู่ตามบ้านที่ทางมหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้ให้ บางกลุ่มพักที่บ้านของชาวบ้าน บางกลุ่มพักที่ศาลาอเนกประสงค์ บางกลุ่มพักที่สถานีอนามัย เราอยู่กลุ่มแปด มีสมาชิกทั้งหมดสิบสี่คน ประกอบด้วยแพทย์มศว(รวมเรา) หกคน อีกแปดคนเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล พวกเราได้พักที่สถานีอนามัยบ้านต้นโพธิ์
พอรถแล่นมาจอดหน้าที่พักแล้ว ความคิดแรกเลยนะ...
....อยากกลับบ้าน....
ไม่ใช่เพราะที่พักไม่น่าอยู่หรอก (ดูจะสบายกว่ากลุ่มอื่นด้วยซ้ำ) แต่จากประสบการณ์การออกชุมชนที่ผ่านมาทำให้มีความรู้สึกในด้านลบมากกว่าด้านบวก คิดอยู่เสมอว่า มาอยู่แบบนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร้.... ที่สำคัญคือ ต้องมาอยู่ร่วมกับเพื่อนต่างคณะที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนตั้งสามสัปดาห์
....เราจะเข้ากันได้มั้ย
จะทำงานด้วยกันราบรึ่นรึเปล่า...??? เป็นคำถามที่กวนใจอยู่ตลอด
ในคืนแรก พวกเราทำความรู้จักกันเบื้องต้นด้วยการแนะนำตัวทีละคน บอกสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัดและไม่ถนัด และเป้าหมายในชีวิต บรรยากาศสบายๆ กว่าที่คิด ช่วยให้คลายกังวลขึ้นบ้าง ....อืม...อาจจะดีก็ได้นะ
จากนั้นพวกเราก็เริ่มทำงานร่วมกัน แบ่งปันประสบการณ์ ความรู้ตามความถนัดแก่กันและกัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ตอนกลางคืนเราประชุมกันเพื่อสรุปงานที่ทำในวันนั้นๆ และแผนงานในวันถัดไป
ในระยะแรก พวกเราเหมือนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจายในภาพที่ยังต่อไม่เสร็จ ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนถึงจะเหมาะสม วันเวลาผ่านไป พวกเราเคลื่อนย้ายตำแหน่งกันทีละนิด ...
ทีละนิด...
วันหนึ่ง ภาพจิ๊กซอว์เริ่มปรากฏรูปร่างชัดเจนขึ้น เป็นภาพบ้านหลังเล็ก ที่มีสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดสิบสี่คน
ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่เราเรียกสถานีอนามัยนั้นว่า "บ้าน" อย่างติดปาก
รู้ตัวอีกที เวลาสามสัปดาห์ก็ผ่านไปแล้ว พวกเรานิสิตแพทย์ต้องกลับก่อนเพื่อเรียนวิชาต่อไปตามหลักสูตร ส่วนเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลยังต้องอยู่ต่ออีกสามสัปดาห์
เช้าวันเสาร์ที่สิบหก กุมภาพันธ์ ทุกคนกินข้าวเช้าด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศค่อนข้างเงียบ เราเองก็กินไม่ค่อยลง ระหว่างที่กิน แต่ละคนต่างผลัดกันบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความทรงจำที่ดี ที่นึกถึงทีไรก็อดประทับใจไม่ได้ ... (ไม่พิมพ์อ่ะ เดี๋ยวกลั้นน้ำตาไม่อยู่) ตอนนั้นเรากลั้นน้ำตาสุดฤทธิ์ ท่ามกลางเพื่อนๆ (บางคน) ที่กลั้นไม่อยู่แล้ว (โอยยยย... อย่าเหนี่ยวนำช้านนน ยิ่งบ้าจี้บ่อน้ำตาตื่นอยู่)
ก็อย่างที่บอกในวงเล็บ... ทำนบน้ำตาของเรามันจะแข็งแรงซักแค่ไหนกัน
ตอนที่ทุกคนมาส่งที่สถานีรถไฟ โบกมือลากันด้วยน้ำตานองหน้า พวกเราทั้งหกคนก็เช่นกัน สำหรับตัวเรา รู้สึกเหมือนต้องแยกจากครอบครัวเลย ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงสามสัปดาห์ จะทำให้พวกเราผูกพันกันมากขนาดนี้
ดีใจที่ได้พบกับทุกคนที่บ้านกลุ่มแปด ถึงแม้ว่าการทำงานของเราจะมีอุปสรรคบ้าง เราล้มลุกคลุกคลานด้วยกัน ค้นพบทางออกด้วยกัน และเดินไปพร้อมกัน ทุกย่างก้าวคือการงานที่สำเร็จไปทีละขั้น
ไปออกชุมชนคราวนี้ นอกจากจะได้ประสบการณ์ที่ดีแล้ว ยังได้มิตรภาพกลับมาด้วย
ประทับใจมากๆ เลย...^^
ปล. เอ็นทรีนี้งดวิชาการจ้า
ถ้ามีโอกาส ลองไปสัมผัสชุมชนชาวเขาดูนะ เธอก็จะได้อีกบรรยากาศนึง
คราวนี้ไปในฐานะประมาณว่า ทำอะไรไม่ตรงกับความรู้ แต่ถ้าไปอยู่ในฐานะที่จะต้องทำอะไรตามความรู้แต่ limited resource
เธอก็จะได้อีกบรรยากาศนึง
ดีใจที่เธอชอบชุมชนนะ
#1 By Plin, :-p on 2008-02-23 16:03