Fic-HIATUS

HIATUS-The Rebirth of the Great War

posted on 08 Oct 2006 21:22 by natchi  in Fic-HIATUS

ยะโฮ่... ได้เวลาลงฟิคตัวเองซะที เรื่องยาวเรื่องแรกเขียนออกมาตะกุกตะกักพอสมควร มีลงในบอร์ดฟิคในแรคด้วยตามลิงค์ด้านซ้ายมือนะคะ

Prelude

ในอดีต ...สงครามได้อุบัติขึ้นเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงของดาร์กลอร์ดที่ต้องการชิงความเป็นใหญ่ในพื้นพิภพ เหล่ามนุษย์ได้ผนึกกำลังต่อต้านจนถึงที่สุด สงครามดำเนินมาเป็นเวลาหลายสิบปี ผู้คนและเหล่ามอนสเตอร์ล้มตายไปมากมาย บ้านเมืองพังพินาศย่อยยับจนทั้งสองฝ่ายได้ตระหนักถึงความเลวร้ายของสงคราม จึงมีการทำสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม ผลจากสนธิสัญญานี้ทำให้มนุษย์และเหล่ามอนสเตอร์กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเดิม และความสงบสุขก็ดำเนินมาเป็นเวลาหลายร้อยปี...


Stage1

posted on 08 Oct 2006 21:29 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage 1~ กองกำลังระหว่างประเทศ

ณ เมืองเกฟเฟ่น... ต้นกำเนิดของจอมเวทย์

"เฮ้! เร็วๆ เข้าสิ กำลังจะตัดสินกันอยู่แล้วนะ มีแค่ปีละครั้งเองนะเฟ้ย!" ชายหนุ่มคนหนึ่งบอกกับเพื่อน

พวกเขากำลังรีบวิ่งไปที่หอคอยกลางเมือง ขณะนี้กำลังมีการคัดเลือกตัวแทนนักเวทย์จากหน่วยพิเศษแห่งอาณาจักรต่างๆ เพื่อไปเข้าสังกัดอยู่ที่กองกำลังระหว่างประเทศ เมื่อชายหนุ่มทั้งสองไปถึง พวกเขาก็เห็นวิซาร์ดหนุ่มสองคนกำลังต่อสู้กันภายในม่านพลังเวทย์ขนาดใหญ่ มันใสและดูเปราะบางเหมือนแก้ว ม่านพลังนี้มีไว้ป้องกันอันตรายแก่ผู้ชมที่แออัดกันอยู่ในหอคอยอย่างเนืองแน่น

"Meteor Strom!!" วิซาร์ดหนุ่มคนหนึ่งกำลังร่ายเวทย์โจมตีคู่ต่อสู้ของเขา ในขณะที่วิซาร์ดหนุ่มอีกคนกำลังวิ่งหลบอุกกาบาตเพลิงที่ตกลงมาเข้าไปใกล้วิซาร์ดหนุ่มที่เพิ่งร่ายเวทย์จบและยังไม่ทันตั้งตัว

"เสร็จฉันล่ะ อาเรส!! Strom Gust!!" ปรากฏพายุหิมะรอบตัวของอาเรสพัดเขาวนลอยขึ้นจากพื้นความเย็นของมันทำให้ร่างของอาเรสแข็งไปหมด เขาขยับไม่ได้ วิซาร์ดหนุ่มคนนั้นเดินเข้ามา "หึๆ นายแพ้แล้ว...อาเรส Jupitel Thunder!" เขาร่ายบอลสายฟ้าใส่อาเรส

"อ๊าาาาาาาา..." อาเรสร้องอย่างเจ็บปวด ตัวเขาชาไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า ความรุนแรงของพลังเวทย์นั้นถึงขนาดทำให้เสื้อคลุมของอาเรสที่ถักทอด้วยเวทย์มนต์ไหม้เกรียมได้

"หยุดแค่นี้!! ผู้ชนะคือ เรซัส!!" เครส หัวหน้าสมาคมวิซาร์ดผู้เป็นกรรมการสั่ง แล้วมีทหารสองคนเข้ามาประคองอาเรสไปที่ห้องพยาบาล ก่อนไปเรซัสเดินเข้ามาหาอาเรสและพูดว่า "โชคดีนะที่ฉันยั้งมือไว้ เพราะตามกฎแล้วห้ามฆ่าคู่ต่อสู้ รอดไปทีนะอาเรส หึๆ" เขาหัวเราะเยาะแล้วเดินจากไป อาเรสเดือดดาลอย่างยิ่ง แต่ก็จริงอย่างที่เขาพูด "ถ้าเรซัสเอาจริง เราก็คงไม่รอด" เขาคิดแล้วเจ็บใจเหลือเกิน ไม่ใช่เพราะเขาพ่ายแพ้ เขายอมรับในฝีมือของเรซัสแต่เพราะความอวดดีเย่อหยิ่งของเรซัสต่างหากที่เขาทนไม่ได้

"พี่!! พี่!! พี่เป็นยังไงบ้าง" จินนี่วิ่งเข้ามาในห้องพยาบาลด้วยความเป็นห่วงพี่ชาย

"พี่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เมื่อกี๊มีอโคไลท์มาฮีลให้แล้ว" อาเรสบอกกับน้องสาว

"เมื่อกี๊หนูเห็นแล้วล่ะ เรซัสนี่ป่าเถื่อนจริงๆ เลย แล้วเขายังมาเยาะเย้ยพี่อีก ถ้าหนูเข้าไปในม่านเวทย์มนต์ได้นะ จะซัดให้คางเหลืองเชียว" จินนี่ทำท่าเหวี่ยงกำปั้นไปมา อาเรสพูดเตือนสติน้อง

"นี่ จินนี่ ต่อให้เธอเข้าไปในม่านพลังได้ก็ไม่มีทางได้แตะตัวเขาหรอกนะ เห็นพี่แล้วเธอก็น่าจะรู้นี่"

"แหม...ถึงงั้นก็เถอะ ก็มันโมโหนี่!!" จินนี่ฮึดฮัดจนอาเรสต้องเบนเรื่อง

"อ้าว! วันนี้เธอต้องไปเข้ารับการทดสอบเพื่อเป็นครูเสดเดอร์ที่พรอนเทร่าไม่ใช่หรอ ไม่รีบไปเดี๋ยวไม่ทันนะ" จินนี่อ้าปากค้าง เธอเพิ่งนึกได้

"จริงด้วย! ต้องรีบไปแล้ว หนูไปก่อนนะคะพี่" พูดจบเธอก็ตาลีตาลานวิ่งออกไปทันที ส่วนอาเรสที่เพลียจากการต่อสู้ก็ผล็อยหลับไป

ณ ที่ทำการใหญ่ของสมาคมวิซาร์ด

เรซัสเดินเข้าประตูมาด้วยท่าทีที่หยิ่งทะนง เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 23 ปี ร่างสูง ผมสีน้ำตาลแดง ด้านหน้าผมแสกข้างยาวลงมาเกือบจะปิดตาขวา เขาเป็นคนที่มีนัยน์ตาประหลาด ข้างซ้ายเป็นสีน้ำตาล ส่วนข้างขวาเป็นสีทองซึ่งแม่ของเขาบอกว่าตกทอดมาจากคุณตาของเขาซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้ว ขณะที่เขาเดินผ่านทหารยามสองคน นายทหารทั้งสองต่างมองเขาด้วยท่าทีรังเกียจ นั่นเพราะนิสัยแย่ๆ ของเขานั่นเอง เรซัสไม่เคยให้ความเคารพใคร ไม่เชื่อใจใครนอกจากตัวเอง เขาคิดเสมอว่าตัวเองนั้นเก่งกาจที่สุดเลยพาลดูถูกดูแคลนคนอื่นๆ ด้วย เมื่อเขาเดินมาถึงห้องทำงานของเครส

"อ้าวมาแล้วเหรอ นั่งก่อนสิ" เครสพูดพร้อมกับผายมือไปที่เก้าอี้อีกด้านของโต็ะทำงาน เรซัสนั่งลง เครสก็พูดต่อ

"ยินดีด้วยนะ เธอได้เข้าไปอยู่ในกองกำลังระหว่างประเทศแล้ว นี่เป็นเอกสารแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในนั้นแล้วเธออ่านดูเองละกัน" เรซัสรับเอกสารมาด้วยท่าทีเฉยเมย

"เป็นอะไรไปล่ะ ไม่ดีใจหรอไง? เธอได้เป็นถึงตัวแทนของนักเวทย์จากทั่วโลกเชียวนะเชียวนะ ปีนึงมีได้แค่คนเดียวนา" เรซัสถอนหายใจแล้วพูดว่า

"ผมไม่เห็นว่ามันจะน่าตื่นเต้นตรงไหนเลย ยังไงๆ ผมก็ต้องได้รับเลือกอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องจัดการประลองให้วุ่นวายให้เจ้าลูกเจี๊ยบพวกนั้นมาเจ็บตัวเล่นเลยท่าน" เครสได้ฟังแล้วถอนหายใจ เขารู้สึกหน่ายกับนิสัยอวดดีของเรซัส

"เอาล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว อีก3วันเธอค่อยเดินทางแล้วกันนะ พยายามเข้าละกัน" เรซัสลุกขึ้นเดินพรวดพราดออกไปโดยไม่ทำความเคารพเครส เครสได้แต่มางตามแล้วถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ เขาหวังเหลือเกินว่าการเข้าไปในกองกำลังระหว่างประเทศจะช่วยเปลี่ยนนิสัยของเรซัสได้

Stage2

posted on 09 Oct 2006 22:37 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage 2~ วิกฤตเมืองพรอนเทร่า

ณ ปราสาทเมืองพรอนเทร่า

กลางดึกคืนหนึ่ง ทหารยามสิบคนนำโดยไนท์คนหนึ่งกำลังเดินจากที่พักไปที่ปราสาท Svanhild ซึ่งเป็นที่สำหรับเก็บสมบัติ เพื่อผลัดเปลี่ยนเวรยามเฝ้าห้องหินที่เรียกว่า Emperium สมบัติคู่บ้านคู่เมืองของนครพรอนเทร่า ทว่า..เมื่อพวกเขาไปถึงก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น

"น..นี่...นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น!!" มาร์คัส ไนท์ที่นำทหารยามมากล่าวถามคำถามที่ไม่รู้ว่าใครจะตอบได้ สภาพภายในปราสาทเต็มไปด้วยกองเลือดและซากศพของเหล่าทหารยาม

"รีบช่วยคนเร็วเข้า!!" เขาสั่งทหารยามผู้ติดตาม พวกเขาช่วยกันตามหาผู้รอดชีวิต แต่หมดหวัง ทุกคนตายหมดแล้วยกเว้นคนหนึ่ง

"นายเป็นยังไงบ้าง อดทนไว้นะ ทหาร! ไปตามพวกพรีส หรืออโคไลท์มาก็ได้ เร็วเข้า!" มาร์คัสหันไปบอกนายทหาร แล้วเขาก็ประคองตัวไนท์หนุ่มผู้รอดชีวิตขึ้นมาอยู่บนตัก เขาบาดเจ็บสาหัสมีบาดแผลขนาดใหญ่เหมือนถูกอาวุธร้ายแรงมากที่ท้องเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด

เขาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่มาร์คัสห้ามไว้

"ไม่ต้องพูดอะไรแล้วตอนนี้ รอพรีสมาก่อนนะ พวกเขาจะรักษานาย นายจะต้องรอด" มาร์คัสพูด ไนท์หนุ่มส่ายหน้าเขารู้ชะตากรรมของตัวเองดี เขาดึงคอเสื้อของมาร์คัสให้เข้ามาใกล้ และใช้กำลังเฮือกสุดท้ายกระซิบที่ข้างหูของมาร์คัส

"เกาะเต่า.. พวกมัน.. มา..จาก..เกาะเต่า ..Emperium ถูกพวกมัน...ไป .." สิ้นคำ มือที่รั้งคอเสื้อมาร์คัสไว้ก็คลายลง ร่างของไนท์หนุ่มห้อยตกลงโดยไร้แรงขืน และ..แน่นิ่ง

"เฮ้ย!! ตื่นเซ่ ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวพวกพรีสก็จะมาแล้ว ลืมตาสิ!" มาร์คัสทั้งเรียกทั้งเขย่าตัว แต่ก็ไม่เป็นผล ไนท์หนุ่มได้สิ้นลมหายใจไปแล้ว....พวกทหารต่างหลั่งน้ำตาให้กับเพื่อนอัศวินของพวกเขา

มาร์คัสวางร่างของไนท์หนุ่มลง เขามองไปยังแท่นสูงกลางห้อง แท่นขนาดใหญ่ซึ่งควรจะมีหิน Emperium สีอำพันวางอยู่ บัดนี้Emperium ได้หายไปแล้ว กลับมีดาวกระจายอันใหญ่ปักไว้แทนราวกับจะเยาะหยันพวกเขา

รุ่งขึ้นที่พระราชวัง Lazrigs แห่งพรอนเทร่า พระราชาแฮริสกษัตริย์แห่งพรอนเทร่าได้จัดการประชุมขึ้น

"สืบเนื่องจากเมื่อคืนนี้ ปราสาท Svanhild ถูกคนโจมตี มันได้ขโมยหิน Emperium สมบัติคู่บ้านคู่เมืองของเราไป พวกมันกระทำการอย่างอุกอาจ ทหารของเราเสียชีวิตไปหลายนาย จากปากคำของนายทหารที่อยู่ในเหตุการณ์ พวกมันคือมอนสเตอร์จาก Turtle Island หรือเกาะเต่า" สิ้นเสียงของพระราชาก็เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นในที่ประชุมทันที เหล่าขุนนางข้าราชการต่างตื่นตกใจกับสิ่งที่ได้ฟัง

"นี่มัน เท่ากับเป็นการละเมิดสนธิสัญญาชัดๆ พวกมันคิดจะเล่นตลกอะไรกันเนี่ย" ขุนนางคนหนึ่งพูดขึ้น

"ใช่ๆ ๆ..." ขุนนางบางกลุ่ม เห็นด้วย แต่อีกส่วนก็มีความเห็นขัดแย้ง

"นี่อาจจะเป็นการเข้าใจผิดก็ได้ ยังไงก็ตามเราอย่าเพิ่งด่วนสรุปเลย"

เหล่าขุนนางลุกขึ้นถุ้มเถียงกัน แต่เมื่อเห็นพระราชายกพระหัตถ์ขึ้นเป็นการห้าม ทุกคนก็อยู่ในความสงบ

"ฉันไม่ได้จัดการประชุมเพื่อให้พวกท่านมาถกเถียงกันเองนะ ตอนนี้เราควรมาช่วยกันคิดหาทางแก้ไขปัญหานี้ต่างหาก" พระราชาตรัสด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล เหล่าข้าราชบริพารต่างนั่งลงที่เก้าอี้ของตนดังเดิม "มีใครมีความเห็นอะไรบ้างมั้ย?" พระราชาตรัสถาม

"กระหม่อมว่า เราควรรีบส่งทหารไปที่เกาะเต่า เพื่อชิงเอา หิน Emperium กลับมาพะย่ะค่ะ" ขุนนางผู้หนึ่งเสนอ

"นั่นจะไม่เป็นการด่วนสรุปไปหรือ? ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าพวกมันมีจุดประสงค์อะไร ฉันไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงเลยเพราะมันอาจนำมาซึ่งสงครามได้ ซึ่งเราทุกคนก็รู้ดีว่า เมื่อสงครามอุบัติขึ้น ผู้ที่เดือดร้อนก็คือ ประชาชนตาดำๆ ถ้าต้องมีการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน ฉันขอให้มันเป็นตัวเลือกสุดท้าย" เหล่าขุนนางได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยกับพระราชา

"ฝ่าบาท หม่อมฉันขอเสนอความคิดเห็นได้มั้ยพะย่ะค่ะ" เจ้าชายอิวานอฟผู้เป็นรัชทายาทแห่งพรอนเทร่าตรัสชึ้น

"ได้สิอิวานอฟ ลูกเห็นว่าควรทำยังไงล่ะ?" องค์ราชาตรัสถาม

"หม่อมฉันคิดว่าเราควรส่งฑูตไปเจรจาก่อนพะย่ะค่ะ ดูว่าฝ่ายนั้นมีจุดประสงค์อะไร ถ้าพวกเขาต้องการรบกับเราจริงๆ ทางเราก็คงหลีกเลี่ยงสงครามไม่ได้" พระราชาหันพระพักตร์ไปทางข้าราชบริพาร

"พวกท่านเห็นว่าเป็นยังไง?" พระองค์ตรัสถาม

"พวกกระหม่อมเห็นด้วยพะย่ะค่ะ"

"ดีล่ะ งั้นพรุ่งนี้เราจะส่งคณะฑูตไปที่เกาะเต่าแล้วเรื่องนี้อย่าให้รั่วไหลไปนอกวังเด็ดขาด ฉันไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก วันนี้พอแค่นี้ ปิดประชุมได้" สิ้นเสียงพระราชา เหล่าขุนนางต่างเดินออกไปด้วยความกังวลใจ หากพวกมอนสเตอร์คิดก่อสงครามขึ้นมาอีกละก็ เหตุการณ์อันเลวร้ายเมื่อหลายร้อยปีก่อนต้องหวนกลับมาอีกแน่

พระราชาแฮริสเดินกลับมาที่ห้องหนังสือพร้อมกับเจ้าชายอิวานอฟ ทั้งสองต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อคิดถึงเรื่องในห้องประชุมเมื่อครู่ สักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ผู้ที่เปิดประตูเข้ามาคือ พระราชินี เรเนีย พระองค์ทรงมีพระพักตร์ที่งดงามแม้ว่าพระชันษาจะมากแล้ว

"ทำอะไรกันอยู่หืม..พ่อลูก" พระนางถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทำให้ความตึงเครียดของพระสวามีและพระโอรสหายไปทันที

"เธอเองหรอเรเนียที่รัก" พระราชาแฮริสตรัสพร้อมกับจูบที่พระหัตถ์ของพระนางเรเนีย จนอิวานอฟต้องหันหน้าไปทางอื่นเพราะเขินแทน

"ปล่อยให้สวีทกันดีกว่าแฮะ เสด็จพ่อจะได้สบายใจขึ้น" เจ้าชายค่อยๆ เดินออกจากห้องอย่างเงียบๆ เมื่อเขาออกมาจากห้องก็ต้องประหลาดใจ เบื้องหน้ามีชายหนุ่มคนหนึ่งผมสีทองยาวสลวย นัยน์ตาสีฟ้าเหมือนกับเขา

"อาเรนอฟ!" อิวานอฟร้อง ชายผู้นี้คืออาเรนอฟ เจ้าชายองค์ที่สามแห่งพรอนเทร่าน้องชายของอิวานอฟนั้นเอง สองพี่น้องกอดกันด้วยความคิดถึง

"ไงท่านพี่ เสด็จพ่อกับเสด็จแม่สบายดีรึปล่าว?" อาเรนอฟถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อิวานอฟพยักหน้า แล้วแล้วอาเรนอฟก็ค่อยๆ หุบยิ้มลง

"ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้วล่ะ พอได้ยินข่าวผมก็รีบกลับมาจากเมืองมอรอคทันทีเลย นี่มันอะไรกันทำไมจู่ๆ ถึงเกิดเรื่องขึ้นได้ท่านพี่" สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความกังวลใจ

"พี่เองก็สับสนไปหมดเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นได้ แต่เอาเถอะไหนๆ วันนี้นายกลับมาเราคงต้องดื่มกันหน่อยแล้ว... ว่าแต่ นายเห็นครุซเซนอฟบ้างรึปล่าว?"

"ยังเลยครับพี่ แต่ผมได้ข่าวว่าท่านพี่ครุซเซนอฟมาถึงเมืองนี้แล้วเหมือนกันนะ" อาเรนอฟตอบ

"เฮ้อ เจ้าหมอนี่ชอบไปเตร็ดเตร่ข้างนอกอยู่เรื่อย ไม่ยอมส่งข่าวมาเลย หายไปตั้งสองสามปีไม่รู้กลับมาจะเป็นไงบ้าง" อิวานอฟบ่น

.............................................

ขณะนั้นที่ด้านนอกประตูเมือง ทหารยามสองคนกำลังคุยกันถึงเหตุการณ์เมื่อคืน นายกองของพวกเขาเดินเข้ามาเขกหัวของทั้งคู่

โป๊ก!! โป๊ก!!

"อู๊ย....!! มันเจ็บนะครับหัวหน้า เขกซะแรงเลย" ทหารยามคนหนึ่งพูด

"แกจะเจ็บแค่หัว หรืออยากจะไม่มีหัวให้เจ็บ หา!!" นายกองตะคอกเพราะเรื่องที่หินถูกโขมยไปต้องเก็บเป็นความลับ หากใครแพร่งพรายออกไปต้องถูกประหารแน่นอน

"อึ๋ย....ขอโทษครับผมผิดไปแล้ววววว ><" ทหารยามทั้งสองก้มหัวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายหาหัวข้อใหม่มาสนทนา

"นี่ ...เห็นเค้าว่า เจ้าชายทั้งสองพระองค์จะกลับมาวันนี้นิ" ทหารยามคนหนึ่งเริ่ม

"อ๋อ ..นายหมายถึงเจ้าชายครุซเซนอฟ กับเจ้าชายอาเรนอฟใช่มะ เห็นว่าเจ้าชายอาเรนอฟกลับมาแล้วนี่ฉันเห็น พระองค์น่ะดูสง่างามมากเหมือนเจ้าชายรัชทายาทอิวานอฟเลย ได้ยินว่าเพิ่งเสด็จกลับจากเยี่ยมเยียนกษัตริย์แห่งมอรอคแทนพระราชาน่ะ สมแล้วที่มีเชื้อสายกษัตริย์ช่างน่านับถือจริงๆ" ทหารยามอีกคนกล่าวด้วยสีหน้าปลื้มปิติ

"นี่..แต่เห็นเค้าว่าเจ้าชายครุซเซนอฟน่ะ ชอบออกไปเที่ยวเตร่นอกเมือง ทำตัวไม่เหมือนคนในราชวงศ์เลยล่ะ ฉันล่ะอยากเห็นหน้านักเชียวท่าทางคงเหยาะแหยะน่าดู" ทหารยามกล่าวทำท่ากระฟัดกระเฟียด

"เฮ้! ..พวกนาย นินทาเชื้อพระวงศ์นี่มีสิทธิ์นอนคุกได้นะ" เสียงที่หนักแน่นของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นข้างหลังพวกเขา

ทหารยามทั้งสองหันไปหาต้นเสียงซึ่งเป็นชายหนุ่มสวมชุดครูเซเดอร์เก่าๆ รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตามอมแมมเหมือนเพิ่งไปคลุกขี้เถ้ามา ผมสีน้ำตาลเข้มหวีเสยไปด้านหลัง นัยน์ตาสีฟ้า ทีหน้ามีแผลเป็นรูปกากบาทตรงหว่างคิ้ว

"แกเป็นใครกัน!!" ทั้งสองตะคอก แล้วทำท่าจะชักดาบขึ้น

โป๊ก!! หัวหน้ากองเขกหัวทั้งสองพร้อมกัน

"พวกแกอย่าเสียมารยาทนะ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ !! ไม่รู้หรือว่าท่านผู้นี้เป็นใคร นี่คือเจ้าชายครุซเซนอฟนะ เจ้าพวกบ้า" หัวหน้ากองตะโกนว่าลูกน้อง พร้อมกับดึงพวกเขาให้ลงมาคุกเข่า

"อ่า..เอ่อ ต้องขอประทานอภัยด้วยนะพะย่ะค่ะ เจ้าพวกนี้เพิ่งมาใหม่ เลยไม่รู้จักท่าน ยกโทษให้พวกมันด้วยเถอะเจ้าชาย.." หัวหน้ากองพูดขอร้อง ตอนนี้เจ้าลูกน้องทั้งสองของเขาหน้าถอดสี ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า

" ฮ่าๆๆ" เจ้าชายหัวเราะ "เอ้านายทหารยามคนนั้นน่ะ เมื่อกี้บ่นว่าอยากเห็นหน้าฉันไม่ใช่หรอ ทำไมเอาแต่ก้มหน้าล่ะ" ทหารยามไม่ตอบ พวกเขาจะเป็นลมอยู่แล้วววว... ครุซเซนอฟเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดขึ้น

"เอา---ล่ะ เรื่องที่พวกนายพูดเมื่อกี้ฉันจะเก็บเป็นความลับ ไม่ไปบอกใครหรอกนะ เลิกเอาแต่ก้มหน้าซะทีลุกขึ้นมาได้แล้ว" ทหารยามทั้งสองค่อยๆลุกขึ้นมาโดยที่ตัวยังสั่นๆ อยู่ แวบนึงที่พวกเขามองตาเจ้าชายครุซเซนอฟ ดวงตาของเจ้าชายหนุ่มผู้นี้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และความมุ่งมั่นอยู่ภายใน แล้วเจ้าชายก็ตบบ่าพวกเขาอย่างเป็นกันเอง

"หมดเรื่องแล้ว ฉันไปก่อนนะทีหน้าทีหลังอย่างเที่ยวพูดส่งเดชอีกล่ะ" เจ้าชายหนุ่มยิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วเดินจากไป ทหารยามทั้งสองมองแผ่นหลังกว้างของเจ้าชายค่อยๆห่างออกไป รู้สึกละอายใจเหลือเกินที่พูดถึงพระองค์เสียๆหายๆ และนึกนับถือในความไม่ถือตัวของพระองค์

ในขณะที่เจ้าชายครุซเซนอฟกำลังจะเดินไปที่วัง เขาเดินไปหาฮันเตอร์หนุ่มคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ตรงทางเข้าปราสาท ฮันเตอร์คนนี้เป็นชายหนุ่มผิวคล้ำ ผมสีบลอนด์ยาวมัดรวบไปข้างหลัง นัยน์ตาสีเขียว เขายิ้มอย่างอารมณ์ดีเดินเข้ามาหาครุซเซนอฟ

"ไง..เจ้าชายคลุกขี้เถ้า" เขาพูดล้อเลียนสภาพที่ดูไม่จืดของเจ้าชายหนุ่ม ครุซเซนอฟหัวเราะแล้วโต้กลับ

"พูดหยั่งกับนายดูดีนักล่ะ ไม่ต่างกันเท่าไหร่ร้อกเฮอาส เจ้าฮันเตอร์ผ้าขี้ริ้ว!" เจ้าชายหนุ่มชี้ไปที่เสื้อผ้าโทรมๆ ขาดวิ่นของฮันเตอร์หนุ่ม เฮอาส

"ก็เพราะนายน่ะแหละ เล่นเดินทนจากจูโน่มาถึงที่เนี่ย เฮ้อ ... มีวังให้อยู่สุขสบายไม่ชอบ ดันออกไปลำบากลำบน"

"เฮ้..ๆ ทำเป็นบ่นไปได้ นายเองไม่ใช่หรอที่เป็นคนวางแผนลอบออกจากปราสาทแล้วไปกับฉันน่ะ ฮ่าๆๆ" ทั้งสองหัวเราะร่วนพากันเดินเข้าปราสาท เฮอาสนั้นเป็นบุตรคนเดียวของอดีตเจ้าเมืองอิซลูด สหายสนิทของพระราชาแฮริส หลังจากเจ้าเมืองตายไป เฮอาสก็ได้เข้ามาอยู่ในความดูแลของพระนางเรเนียโดยมีผู้แทนที่เจ้าเมืองเลือกไว้คอยปกครองเมืองแทน จนกว่าเฮอาสจะบรรลุนิติภาวะ เขาเติบโตมาด้วยกันกับเจ้าชายทั้งสาม แต่เขาซี้กับครุซเซนอฟที่สุด คงเพราะนิสัยที่คล้ายคลึงกันกระมัง

คืนนั้นครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้า ทั้งพระราชาและพระราชินีต่างมีความสุขอย่างล้นเหลือ พวกเขาจัดงานฉลองเล็กๆ เป็นกันเองราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาสามัญ แต่ใครเลยจะรู้ว่านี่จะเป็นการเลี้ยงฉลองของครอบครัวครั้งสุดท้าย

...............................................

สามวันต่อมา เป็นเวลาที่คณะฑูตจะต้องกลับมาที่พรอนเทร่า มาร์คัสนำทหารไปรอรับที่หน้าประตูเมืองแต่รอจนถึงเที่ยงก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา สักพักทหารยามนอกเมืองเข้ามาแจ้งว่าพบหีบขนาดใหญ่ใบหนึ่งซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของ นายพลเต่า (Turtle General) มาร์คัสรีบไปดูทันที มันเป็นหีบทองขนาดใหญ่พอๆ กับรถม้าเลยทีเดียว ที่สำคัญตรงขอบของปากหีบที่ปิดสนิทนั้น ปรากฏรอยเลือดที่แห้งกรังจนติดแน่นกับขอบหีบ

"เปิดมันดูซิ.." มาร์คัสบอกกับลูกน้อง เขาภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย แต่แล้ว...สิ่งที่เขากลัวก็บังเกิดขึ้นเมื่อทหารเปิดหีบขึ้นมาพบศพของคณะฑูตที่ถูกส่งไปที่เกาะเต่าถูกตัดเป็นชิ้นๆ จมกองเลือดอยู่ในหีบ ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว ศีรษะของเหล่าคณะฑูตถูกกองอยู่ด้านบนสุด ใบหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลง คาดว่าตอนตายพวกเขาคงทรมานมาก

"เหวออออ....!!!" นายทหารที่เปิดหีบร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ บางคนถึงกับทนไม่ได้จนอาเจียนออกมา

"ต้องรีบไปรายงานพระราชา!!" มาร์คัสรีบกลับไปที่ปราสาททันที เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องก็สลดใจยิ่งนัก เห็นทีพระองค์คงหลีกเลี่ยงสงครามไม่ได้ซะแล้ว

"ต่อให้รบพุ่งกันยังไงก็ไม่มีการฆ่าฑูต แต่พวกมันกลับทำถึงขนาดนี้ก็แสดงว่าต้องการประกาศสงครามอย่างเต็มตัว เรียกหน่วยพิเศษมา! ติดต่อกองกำลังระหว่างประเทศด้วย ยกทัพไป เกาะเต่า!!" พระราชาออกคำสั่ง ข่าวนี้ได้ถูกส่งไปถึงแต่ละอาณาจักร ทั้ง มอรอค เกฟเฟ่น จูโน่ รวมทั้งเมือง อิซลูด เมืองที่อยู่ในเขตปกครองของพรอนเทร่า และเมืองอัลเบอร์ต้า เมืองท่าอิสระที่ไม่ขึ้นกับเมืองใด ทำให้ตอนนี้ทุกเมืองกำลังตื่นกลัว หรือนี่จะเป็นลางบอกเหตุว่า มหาสงครามเหมือนเมื่อหลายร้อยปีก่อนจะปะทุขึ้นอีกครั้ง...!!

เมือง Al de Baran ที่ทำการใหญ่ของกองกำลังระหว่างประเทศ

เมมนอส หัวหน้าสมาคมได้เรียก นิโคลัส พรีสอาวุโสสังกัดกองกำลังระหว่างประเทศเข้ามาในห้องทำงานแล้วแจ้งเรื่องที่ทางพรอนเทร่าได้ขอความช่วยเหลือ

"ท่านนิโคลัส ผมอยากให้ท่านซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ นำทีมของเราไปช่วยทางพรอนเทร่าน่ะครับ ส่วนลูกทีมผมให้ท่านตัดสินใจครับ" เมมนอสซึ่งอาวุโสน้อยกว่ากล่าวอย่างสุภาพ

"อืม....ลูกทีมน่ะหรอ ขอเวลาฉันตัดสินใจหน่อยนะ" นิโคลัสเอามือลูบเคราทำท่าครุ่นคิดอยู่พักนึงก็หยิบกระดาษมาเขียนรายชื่อลงไปหกคน "อืม...อืม..." เขียนเสร็จพรีสเฒ่าก็ส่งให้ เมมนอส พอเมมนอสเห็นรายชื่อก็แปลกใจจึงถาม นิโคลัสว่า

"นี่ ท่านนิโคลัสในหกคนเนี้ย สามคนแรกนี่ผมไม่ห่วงหรอกนะ แต่สามคนหลังนี่สิ พวกเขาเพิ่งจะเข้าใหม่ปีนี้เองนะครับ ท่านแน่ใจแล้วหรอครับ" นิโคลัสยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า

"จากที่ฉันดูพวกเขารับการทดสอบ ฉันว่าพวกเขาเป็นเพชรเม็ดงามทีเดียว ถ้าเจียระไนซะหน่อยพวกเขาจะเป็นมือดีได้เลยเชียวล่ะ"

"ต..แต่ นี่เป็นงานสำคัญนะครับ.." เมมนอสกล่าวอึกอัก

"ฉันมีความรู้สึกว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับดินแดนแห่งนี้ กองกำลังของเรามีแต่คนฝีมือดีก็จริงแต่ก็มีเป็นจำนวนน้อย ตอนนี้ก็ถูกส่งไปปฎิบัติหน้าที่ตามสถานที่ต่างๆ จนที่นี่เหลือคนน้อยเต็มที เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องสร้างคนมีฝีมือขึ้นมาเสริมกำลังของเราจริงมั้ย? เพราะในอนาคตเราไม่อาจรู้ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น" เมมนอสได้ฟังคำพูดของนิโคลัสแล้วก็จนด้วยเหตุผล จึงส่งรายชื่อนั้นไปที่ฝ่ายข่าวให้ส่งข่าวถึงทุกคนที่ได้รับเลือก ไม่นานนักพวกเขาก็ค่อยๆ ทยอยมา

"สวัสดีค่ะ คุณเมมนอส" ไนท์สาวคนหนึ่งเดินเข้ามากับเซจสาวอีกคน พวกเธอโค้งคำนับเมมนอสเป็นการแสดงความเคารพ

"มาแล้วหรอ เอ่อ...เธอคือเลร่าใช่มั้ย" เมมนอสถามไนท์สาว

"ค่ะ ฉันเลร่าเพิ่งเข้ามาใหม่ปีนี้ค่ะ" เธอตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอไว้ผมยาวรวบเป็นหางม้า ผมสีม่วงอ่อนของเธอยาวลงมาถึงกลางหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม

"มาจากมอรอคสินะ อืม..ๆ แล้วเธอ...มิดิล. มาจากจูโน่สินะเด็กใหม่ทั้งคู่เลยนี่" เขาหันไปทางเซจสาว เธอพยักหน้ารับแล้วตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้ม "ค่ะ" มิดิล เป็นเด็กสาวร่างเล็ก นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้ม ผมยาวสีดำประกายน้ำเงิน

"ยู้ฮู------ ลุงเมมนอส~ .." เสียงหนึ่งดังมาจากข้างนอก ฮันเตอร์หนุ่มคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาเขาคงจะชนโต๊ะทำงานของเมมนอสล้มถ้าเบรกช้ากว่านี้ซัก0.2 วิ ใบหน้าของเขาบ่งบอกได้เลยว่าเป็นจอมทะเล้นตัวยง นัยน์ตาสีน้ำผึ้งที่สดใสของเขาเบิกกว้างอย่างอารมณ์ดี ข้างกายเขามีสุนัขป่าขนสีเทาตัวใหญ่ มันเป็นทั้งเพื่อนรัก และคู่หูที่ร่วมต่อสู้ด้วยกันของเขา

"นี่! เจ้าคลิฟ นายจะให้ฉันหัวใจวายตายรึไง เล่นโผล่พรวดเข้ามาแบบนี้ แล้วที่สำคัญนะ โต๊ะทำงานนี้เพิ่งทำมาใหม่นะ นายจะพังมันตั้งแต่วันแรกเลยเรอะ" เมมนอสบ่นเป็นชุด แต่คลิฟก็ยังทำหน้าไม่รู้สึกรู้สาเหมือนกำลังฟังเพลงบรรเลงอยู่ แถมยังทำตาเจ้าชู้กับสองสาวผู้มาใหม่อีกด้วย ซักพักเมมนอสก็พูดจนเหนื่อยไปเอง - - ่ ่

"คนแบบนี้ว่าอะไรไปก็ไม่รู้สึกหรอกค่ะ อย่าพยายามเลย" มาเรียน พรีสสาวเดินเข้ามาในห้อง เธอมีเรือนผมและนัยน์ตาสีเงิน

"โห..มาถึงก็กัดผมเลยนะเจ๊" คลิฟบ่นใส่มาเรียน มาเรียนกำลังจะโต้กลับนิโคลัสก็เข้ามาในห้อง ด้วยความเกรงใจนิโคลัสทั้งมาเรียนและคลิฟ ต่างพักรบกันชั่วคราว

"อะไรกันนี่ ฉันมาถึงเป็นคนสุดท้ายเหรอ?" ครูเซเดอร์คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องหลังนิโคลัส เขามีนัยน์ตาเป็นสีน้ำตาลแดงที่เข้ากับผมสีชาของเขา

"มาแล้วหรอเกรเกอร์ แต่นายไม่ได้เป็นคนสุดท้ายหรอกนะ" เมมนอสพูด

"อีกคนใครน่ะ ได้ข่าวว่าเด็กใหม่นิ" คลิฟถาม เมมนอสดูในรายชื่อ "อืมมม..รู้สึกจะชื่อ..."

"เรซัส.. " เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู "กำลังพูดถึงผมอยู่หรอ?" เรซัสนั่นเอง เขาก็ได้รับเลือกให้เข้าร่วมทีมในครั้งนี้ด้วย

"ก็ใช่อ่ะดี๊... อาไรวะ เป็นเด็กใหม่แท้ๆ ดันมาหลังรุ่นพี่" คลิฟพูดพร้อมกับจ้องหน้าเรซัสเขม็ง เรซัสไม่สะทกสะท้าน

"นั่นสิ ฉันเป็นเด็กใหม่ แต่น่าแปลกนะพอเข้ามา ก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญทันทีเลย" เรซัสพูดอย่างจองหอง ทำให้ทั้งคลิฟ มาเรียน และเกรเกอร์รู้สึกไม่พอใจรุ่นน้องคนนี้ซักเท่าไหร่ เมมนอสเหลือบมองนิโคลัส พรีสเฒ่าทำท่าลูบเครายาวๆ ของเขา และหลบสายตาของเมมนอสอารมณ์ว่าไม่รู้ไม่ชี้ เมมนอสกุมขมับ [ตูอยากบ้าาาา..]

"เอาล่ะๆ ฉันจะแจ้งรายละเอียดบางส่วนให้พวกเธอรับรู้ไว้ ภารกิจที่พรอนเทร่าครั้งนี้สำคัญมาก ขอให้ทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วง ผู้นำของพวกนายก็คือท่านนิโคลัส ขอให้เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำกลุ่มของพวกเธอด้วย พรุ่งนี้เช้าออกเดินทางทันที เอาล่ะวันนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อนซะ" แล้วแต่ละคนก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงเมมนอสกับนิโคลัสสองคน

"ท่านนิโคลัส เจ้าหนุ่มเรซัสนั่นน่ะ ท่านว่ามันใช้ได้หรอปากหาเรื่องขนาดนั้นน่ะ" เมมนอสถามอย่างเป็นห่วง

"ไม่ต้องห่วงไปหรอก ฉันว่าฉันดูคนไม่ผิดนะ เจ้าหนุ่มนั่นน่ะอีกหน่อยเค้าต้องเป็นกำลังให้เราได้ดีแน่" นิโคลัสพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ

Stage3

posted on 11 Oct 2006 18:18 by natchi  in Fic-HIATUS

ตอนที่สามจ้า

Stage 3 ~To TurtleIsland

รุ่งขึ้นพวกของนิโคลัสออกเดินทางไปนครพรอนเทร่า เพื่อไปสมทบกับกองทัพของเมือง เมื่อไปถึงก็มีพรีสหนุ่มคนหนึ่งยืนรออยู่หน้าประตูเมือง เขาเป็นหนึ่งในหน่วยพิเศษแห่งพรอนเทร่าที่จะเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้

"สวัสดีครับ พวกคุณคงเป็นคนของกองกำลังระหว่างประเทศสินะครับ ผมชื่อไอเว่น พระราชาทรงรอพวกคุณอยู่ที่หน้าปราสาท ผมจะนำทางให้นะครับ" ไอเว่นกล่าวอย่างสุภาพ เมื่อพวกนิโคลัสเดินเข้าไปในเมือง นิโคลัสสังเกตเห็นว่า เมืองนั้นดูเงียบผิดปกติ

"นี่พ่อหนุ่มไอเว่น ทำไมในเมืองถึงดูเงียบๆ ล่ะ? คราวก่อนฉันว่ามันดูคึกคักกว่านี้นะ" นิโคลัสถาม

"นั่นเพราะว่าเมื่อเช้า พระราชาได้ประกาศข่าวเรื่องที่เราจะนำกำลังทหารไปเกาะเต่าน่ะสิครับ พวกชาวบ้านต่างวิตกกังวลจนไม่เป็นอันทำมาหากิน ผมล่ะอยากให้เรื่องนี้มันจบลงเร็วๆ ซะจริง" ไอเว่นพูด แล้วถอนหายใจ

"โธ่เอ๊ยยยย ...จะยากอะไรเล่า แค่ไปสั่งสอนเจ้าเต่าเฒ่านั่นให้หลาบจำ แล้วเอา Emperium คืนมาเรื่องก็จบ จริงมั้ย.." คลิฟพูด นิโคลัสได้ฟังแล้วก็คิดในใจ [ถ้าเรื่องมันจบแค่นั้นได้ก็ดี กลัวแต่มันจะไม่จบง่ายๆ น่ะสิ]

เมื่อทั้งหมดมาถึงที่หน้าปราสาท Lazrigs กองทหารได้ถูกจัดไว้รออยู่แล้วพร้อมกับหน่วยพิเศษอีกสามคนที่ยืนรออยู่ คนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดคือมาร์คัส ส่วนอีกสองคนคือ ฟินิกซ์ มังค์หนุ่มร่างสันทัด ผมสีทองเป็นประกาย แววตาคมสีเขียวดุจเหยี่ยว ฮันเตอร์สาวผมบลอนด์หยิกยาว ควีเน่ ยืนอยู่ด้านหลังมาร์คัส เมื่อทุกคนมากันพร้อมแล้วพระราชาจึงตรัสสั่งให้เคลื่อนพล พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเหล่าทหารหาญ แล้วทอดพระเนตรไปที่ไม้กางเขนใหญ่ที่ประดับอยู่บนหลังคาโบสถ์ "พระเจ้า ..ลูกขอวิงวอน ได้โปรดคุ้มครองพวกเขาด้วยเถิด" พระองค์ตรัสเบาๆ

หลังจากที่ทุกคนไปหมดแล้ว ครุซเซนอฟกับเฮอาสก็นั่งคุยกันตรงลานหน้าปราสาท

"นี่ เฮอาส นายรู้มั้ย ฉันอยากไปกับพวกนั้นมากเลยล่ะ แต่เสด็จพ่อไม่ทรงอนุญาต" ครุซเซนอฟกล่าวอย่างห่อเหี่ยวใจ

"งั้นเราแอบไปเหมือนคราวก่อนโน้นมั้ยล่ะ" เฮอาสเสนอความคิด

"ไม่ดีกว่า ช่วงนี้ที่ปราสาทกำลังวุ่นวายถ้าฉันไม่อยู่อีกคนคงแย่ เสด็จพ่อก็คงคิดอย่างนั้นเลยห้ามไม่ให้ฉันไป ไม่แน่ว่าช่วงนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก็ได้"

"นายหมายถึงเรื่องสุขภาพของฝ่าบาทใช่มั้ย?" เฮอาสถาม ครุซเซนอฟพยักหน้า คิ้วของเขาขขมวดเล็กน้อย

"เสด็จพ่ออาจจะสละบัลลังก์ให้ท่านพี่อิวานอฟเร็วๆ นี้ก็ได้ ถึงตอนนั้นฉันคงต้องอยู่ช่วยท่านพี่" ครุซเซนอฟรู้สึกเศร้าเพราะเมื่อวันนั้นมาถึง ความฝันของเขาที่อยากจะท่องไปในโลกกว้างก็คงอยู่ไกลเกินเอื้อม

"แล้วนายไม่คิดบ้างหรอว่าอาจจะมีการเปลี่ยนตำแหน่งรัชทายาทน่ะ ถ้าถามความรู้สึกฉันนะ เจ้าชายครุซเซนอฟนายน่ะมีคุณสมบัติมากกว่าใครเลยล่ะ" ครุซเซนอฟได้ฟังก็ไม่พอใจ

"ฉันไม่เคยคิดอยากได้ตำแหน่งกษัตริย์หรอกนะ ฉันเพียงแต่หวังว่าท่านพี่อิวานอฟจะได้ขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น และฉันจะทำประโยชน์ให้เขาได้ก็แค่นั้น" เฮอาสยิ้ม เขารู้สึกภูมิใจในตัวเพื่อนซี้คนนี้จริงๆ

"แต่ฉันก็ยังเป็นห่วงอยู่อย่าง" ถึงตอนนี้ครุซเซนอฟมีสีหน้าตึงเครียด "ไม่รู้ว่าอาเรนอฟจะคิดยังไงกับเรื่องนี้"

"นายคิดว่าเขาอยากเป็นพระราชางั้นหรอ?" เฮอาสถาม

"ไม่รู้สิ แต่เจ้านั่นน่ะมันเดาใจยาก เห็นหน้ายิ้มๆ แบบนั้นไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่" เฮอาสเห็นเพื่อนเป็นกังวลขนาดนั้นจึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง

" เฮ้ออออ....ไม่รู้ก็อย่าเพิ่งไปคิดมากเลยน่า นายนี่น้าชอบคิดโน่นคิดนี่อยู่เรื่อย ถ้าว่างนักก็หาแฟนซักคนสิ นายมีคนที่หมายตาไว้รึยังล่ะ?" ครุซเซนอฟไม่ตอบ หน้าของเขาเริ่มแดง เฮอาสเห็นอย่างนั้นก็พอจะเดาได้

"เฮ้ยยย...ร้ายนี่หว่า ไปปิ๊งสาวตั้งกะเมื่อไหร่ อยากเห็นชะมัดเลยว่าผู้หญิงแบบไหนที่ทำให้นายหน้าแดงได้" เขาเอาศอกกระทุ้งสีข้างเพื่อนซี้เบาๆ

"แบบไหนน่ะหรอ.." ครุซเซนอฟแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามที่สดใส "ก็เป็นผู้หญิงที่เหมือนกับท้องฟ้าไง" เฮอาสฟังแล้วเอามือเกาหัวแกรกๆ -_-? [หมอนี่เพี้ยนไปแล้วรึไง..] เขาคิด ส่วนครุซเซนอฟนั้นหลุดไปอยู่ในโลกส่วนตัวซะแล้ว "ป่านนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่น้าาา..." พูดแล้วก็ยิ้มอยู่คนเดียว....

..........................................

ทางด้านกองทัพของพรอนเทร่า พวกเขาไปลงเรือที่ท่าเรือเมืองอิซลูด กองเรือสี่ลำแล่นออกจากท่ามุ่งไปยังเกาะเต่า โดยกลุ่มของนิโคลัสอยู่ที่เรือลำหน้าสุดพร้อมด้วยมาร์คัสเป็นผู้คุมเรือ ส่วนอีกสามลำด้านหลังแล่นเป็นแนวหน้ากระดานโดยมีฟินิกซ์ คุมเรือทางปีกขวา ควีเน่คุมลำกลาง ส่วนไอเว่น คุมเรือทางปีกซ้าย ที่เรือลำหน้าสุด มาร์คัสเดินเข้ามาหาเกรเกอร์

"ไงเพื่อน ไม่เจอกันนานเลยนะ" มาร์คัสทักเกรเกอร์พร้อมกับยื่นมือออกไป เกรเกอร์หันมาจับมือกับมาร์คัส

"ใช่ นานมากจริงๆ " คลิฟเห็นสองคนกำลังคุยกันเลยเข้ามาร่วมวงมั่ง

"นี่พวกน้ารู้จักกันด้วยหรอ?" คลิฟถาม มาร์คัสหันไปทางคลิฟ

"เฮ้ยๆ อย่าเรียกน้าได้มะ ฉันยังไม่ถึงเลขสี่นะเฟ้ย (ไว้ปีหน้าค่อยเรียก^^) ฉันกับเจ้าเนี่ยรู้จักกันมาตั้งแต่เป็นซอร์ดแมนแล้ว เรียกว่าซี้ปึ้กเลยล่ะ 555" แล้วทั้งสามก็คุยกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งเรซัสพูดขึ้น

"เฮ้อ...พาทหารมาเยอะแยะ พลเมืองเยอะไปรึไงถึงได้จะพากันมาตายน่ะ" มาร์คัสฉุนกึก อัศวินอย่างเขาย่อมทนไม่ได้เมื่อถูกดูหมิ่น

"เฮ้ย! นายอย่ามาดูถูกทหารของเรานะ พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีทั้งนั้น" เรซัสยังคงยิ้มเยาะไม่ใส่ใจกับคำพูดของมาร์คัส ทำให้อัศวินเลือดร้อนยิ่งโมโหทำท่าจะชักดาบออกมา เกรเกอร์กำลังจะเข้าไปห้าม ทันใดนั้นเอง!!

ตูม!!!

เกิดระเบิดขึ้นรอบๆเรือทั้ง 4 ลำ แรงระเบิดทำให้เกิดทำให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ซัดจนเรือโคลงไปหมด เรือของไอเว่นถูกซัดไปชนกับหินโสโครก ทำให้ตัวเรือเสียหายหนัก

"อะไรเนี่ย!!" ควีเน่อุทาน ลูกเรือคนหนึ่งมองลงไปในทะเล

"M..Marine Sphere!! อยู่ใต้น้ำเต็มเลยครับ" ระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ Marine Sphere นั่นเองตูม !! ตูม !! ตูม !!

Marine Sphere ระเบิดติดๆ กัน ทำให้เรือของควีเน่ และฟินิกซ์เกิดรูรั่วขนาดใหญ่ขึ้นที่ท้องเรือ เหล่าทหารพากันลงไปด้านล่างเพื่อปิดรอยรั่ว ทว่า...

"อ้าาาาก......!!" ฝูง Obeaune เข้ามาทางรอยรั่วนั้น และฆ่าทหารตายไปหลายนาย ส่วนบนเรือก็มีฝูง Merman ปีนป่ายขึ้นมาบนเรือ ควีเน่ชักคันธนูออกมา "Arrow Shower!!" ลูกธนูนับสิบพุ่งเข้าไปที่เหล่า Merman โดยมีวิค Falconของเธอช่วยโจมตีอีกแรง แต่ฝูง Merman ก็ปีนป่ายขึ้นมาบนเรือเรื่อยๆ ทางด้านฟินิกซ์ เขาร่าย Steel Body แล้วพุ่งไปซัดกับพวกมันอย่างดุเดือด เขาสอยพวกมันร่วงไปหลายตัวในขณะที่หอกของพวกมันไม่ระคายผิวของเขาแม้แต่น้อย ไอเว่นใช้มนต์ Holy Light อัดใส่พวกมัน ส่วนทางเรือของมาร์คัสที่แล่นเร็วกว่าทำให้พวก Merman ตามไม่ทัน แต่เมื่อเห็นพวกพ้องกำลังแย่

"กัปตัน ! ลดใบเรือลงเร็วเข้า! " มาร์คัสตะโกนบอกกัปตัน

"แต่ถ้าลดใบเรือลงพวก Merman จะตามเราทันนะครับ" กัปตันบอก

"เราต้องกลับไปช่วยพวกเขา! " เกรเกอร์เสริม กัปตันจึงสั่งให้ลูกเรือลดใบเรือลง เรือแล่นช้าลงเรื่อยๆ จนใกล้ถึงเรือสามลำด้านหลัง เหล่า Merman ปีนป่ายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่พวกมันเลือกเรือผิดซะแล้ว...

"Lord of Vermillion!!" เรซัสร่ายคาถาเรียกสายฟ้ากลุ่มใหญ่ต้อนรับเหล่า Merman

"Lightning Loader !" มิดิลเสกอาวุธของเลร่า มาร์คัส และเกรเกอร์ ให้เปลี่ยนเป็นอาวุธาตุลม แล้วก็หันไปร่าย Lightning Bolt โจมตีอีกแรง คลิฟวิ่งรอบเรือพร้อมกับยิงธนูอย่างรวดเร็ว แต่ละดอกพุ่งปักที่หัวของ Merman แต่ละตัวอย่างแม่นยำ

"ลุยตามใจชอบเลยนะคู่หู" เขาหันไปบอกกับวูล์ฟ สุนัขคู่ใจ วูล์ฟกระโจนเข้าหาฝูง Merman พร้อมกับฉีกร่างของพวกมันด้วยเขี้ยวและกรงเล็บอันแหลมคม สามอัศวินก็ไม่น้อยหน้า เลร่าพุ่งหอกใส่ Merman อย่างรวดเร็ว มาร์คัส กับ เกรเกอร์ รัวดาบไม่ยั้ง พวก Merman ค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ

"คุณทหาร! ทางนี้ปล่อยให้พวกฉันจัดการเอง พวกคุณไปช่วยคนบนเรืออื่นให้ขึ้นมาที่เรือนี้เถอะ" มาเรียนที่กำลังช่วยนิโคลัสฮีลทหารที่บาดเจ็บอยู่ร้องบอกทหารคนอื่นๆ เมื่อเห็นเรือด้านหลังทั้งสามลำกำลังจะจม เหล่านายทหารที่ยังแข็งแรงช่วยกันนำเชือกหลายเส้นมาพาดกับเสากระโดงเรือ ผูกปลายด้านหนึ่งไว้กับตัวเสา แล้วส่งปลายเชือกอีกข้างไปที่เรือลำอื่น

"ทุกคน สละเรือ!!" ฟินิกซ์ ควีเน่ และ ไอเว่นพูดพร้อมกัน ทหารที่ยังรอดชีวิตคว้าเชือกแล้วโหนตัวไปที่เรือของมาร์คัสโดยมีหน่วยพิเศษทั้งสามคนรั้งท้ายตามมา เมื่อนำผู้รอดชีวิตขึ้นเรือหมดแล้วกัปตันเรือสั่งลูกเรือทันที

"กางใบเรือ!!" ใบเรือถูกกางขึ้นอีกครั้งพอดีกับกระแสลมแรงที่พัดเข้ามา ทำให้เรือแล่นฉิวไปจนพวก Merman และ Obeaune ตามมาไม่ทัน มาร์คัสมองดูสภาพโดยรอบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย กองทหารที่นำมากว่า 500 นาย บัดนี้เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง

"ไม่น่าเชื่อเลย พวกที่เกาะ Byalan หลุดออกมาได้ยังไงกัน" มิดิลเอ่ยขึ้น

"ดูท่าว่าเรื่องคราวนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่" นิโคลัสพูดขณะที่กำลังฮีลให้คนเจ็บ ทุกคนนิ่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยแม้แต่คำเดียว แล้วเรือก็แล่นต่อไป บัดนี้ Turtle Island อยู่ข้างหน้าแล้ว