Fic-HIATUS

ธีมใหม่กับปีใหม่

posted on 01 Jan 2009 00:47 by natchi  in Fic-HIATUS

 

2008年 12月 28日 

อิอิ จู่ๆ ก็นึกครึ้มอะไรไม่รู้ อยากเปลี่ยนธีมใหม่ให้เข้ากับชื่อบล็อก "HIATUS"  ...นิยายเรา ก็ต้องมีตัวละครของเราสิ!! เลยเลือกตัวละครที่วาดง่ายที่สุดมาเป็นธีม  "เลนิส กราเทีย"  หรือ"หนูลิน" ในภาคที่ยังเป็นแฟนฟิคของแร็คฯนั่นเอง  ไหนๆ ก็กะแต่งเป็นออริจินอลแล้ว เปลี่ยนชื่อด้วยซะเลย  พยายามวาดอยู่ในคอมนานมาก เพราะไม่มีแสกนเนอร์ มีแต่เมาส์หนูตัวเดียว แถมใช้โปรแกรมก็งูๆปลาๆ T_T  รอบแรกถึงขั้นท้อ เกือบเลิกวาดละ  แต่ในที่สุดก็วาดสำเร็จออกมาได้ ....เฮ้อเหนื่อย ทำได้เต็มที่เท่านี้แหละ ดีไม่ดียังไงช่วยคอมเม้นต์ด้วยนะคะจะได้เอาไปปรับปรุงเพื่องานหน้า

ส่วนนิยายที่พยายามแปลงร่างจากแฟนฟิคเป็นออริจินอลนั้น....

แต่งไปแต่งมา....นี่มันเรื่องเดียวกันแน่เรอะ!!!! o_Olll   

พยายามต่อไป ได้แต่บอกตัวเองว่าซักวันต้องแต่งให้จบให้ได้ (ว่าแต่วันนั้นมันวันไหนล่ะ??)

เอาแต่เล่นเน็ต ไม่ได้อ่านหนังสือเลยตอนนี้ เห็นทีต้องจรลีไปซบหนังสือซะก่อนจะแต่งนิยายละเน้อ >

Stage8-Part2

posted on 03 Nov 2006 22:52 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage8~ ถอย (Part2)

ทางด้านปราสาทใหญ่กลางเมืองมอรอค โอซิริสนั่งอยู่บนบัลลังก์ทองโดยมีไอซิสคลอเคลียอยู่ข้างๆ พร้อมด้วยมอนสเตอร์นานาชนิดจากปิรามิดรายล้อมอยู่โดยรอบ ทันใดนั้นเอง..

ฟิ้ว.....ปัง!!

เสียงพลุปะทุพร้อมแสงสีแดงดุจเปลวเพลิงลุกวาบ สีแดงของพลุกลืนกินสีครามของท้องฟ้า และปุยเมฆจนหมด โอซิริสลุกพรวดขึ้นจากบัลลังก์ทำเอาไอซิสเซไปเล็กน้อย ดวงตาสีแดงฉานของโอซิริสจ้องมองยังท้องฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นสีครามดังเดิม ฉับพลันนั้น ปรากฏลูกไฟหลายสิบลูกพุ่งแหวกเมฆเข้ามาในปราสาท เมื่อลูกไฟไปตกลงที่ใดก็จะเกิดระเบิดขึ้นทันที ทั้งเสียงและพลังทำลายทำให้ปราสาทสั่นไหวไปหมด กระสุนเพลิงถูกยิงอย่างต่อเนี่องจากปลายไม้เท้าของนักเวทย์แห่งเกฟเฟ่นที่ยืนอยู่บนหลังคาบ้าน ด้านหน้าของปราสาท โอซิริสถลึงตาอย่างโกรธเกรี้ยว มันออกคำสั่งกับลูกน้องทันที

"ไปฆ่าพวกมันให้หมด!!" สิ้นคำของโอซิริส เหล่าอสูรทั้งหลายก็แห่กันกระโจนลงจากปราสาทเพื่อปะทะกับพวกวิซาร์ด ส่วนโอซิริสนั้นยืนมองอยู่บนระเบียงด้านหน้า

"พี่คะ นั่นหรอโอซิริส?" จินนี่ถามอาเรสผู้เป็นพี่

"ใช่... นั่นแหละเทพโอซิริส" อาเรสตอบโดยไม่ละสายตาจากโอซิริส

"เทพอะไรกัน เป็นเทพจะทำแบบนี้ได้ยังไง" จินนี่พูด

"บางทีอาจจะเป็น....ประกาศิตเลือด.."

"อะไรคะพี่ ? มันคืออะไร"

อาเรสกลืนน้ำลายดังเอื้อกก่อนจะตอบ "พี่เคยได้ยินอาจารย์พูดถึง มันเป็นจารึกแห่งความแค้นของวิญญาณทั้งหลายทั้งปวง เป็นคำสาป ถ้าโอซิริสตื่นขึ้นจากจารึกที่ว่าละก็ มันจะทำให้โอซิริสหมดสำนึกแห่งความเป็นเทพ เหลือไว้แต่ความเคียดแค้น ใครกันทำเรื่องแบบนี้ได้"

"เอ๋...พี่พูดแบบนี้อย่างกับว่าเป็นฝีมือของมนุษย์อย่างนั้นแหละ"

อาเรสกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง "ถ้าเป็นจริงละก็เรื่องใหญ่แน่ ไปเถอะจินนี่ ทำตามแผน ยังไงเราต้องหยุดโอซิริสให้ได้"

"ค่ะพี่" จินนี่ตอบเสียงหนักแน่น แล้วเธอก็ควบแกรนด์เปโกเปโก้คู่ใจกลับไปยังด้านหลัง ขณะนี้เหล่านักเวทย์กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพปิศาจแห่งมหาปิรามิด ทุกคนอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ฝูงมอนสเตอร์โดดลงมายังที่ที่พวกเขายืนอยู่และมุ่งตรงมาที่พวกเขาแล้ว!!!

ลำแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกจากไม้เท้าเวทย์มนต์ของบรรดาจอมเวทย์ เข้าปะทะกับร่างของมอนสเตอร์ผีดิบที่ห่อหุ้มกายด้วยผ้าพันแผล ร่างของพวกมันกระเด็นกระดอนออกไปตามแรงระเบิด เจ้า Mimic กล่องสมบัติผีสิงรุมทะยานเข้าหาพวกนักเวทย์ด้วยความรวดเร็วเกินกว่าจะป้องกันทัน นักเวทย์บางคนถูกคมเขี้ยวของ Mimic เข้าอย่างจัง

Fire Wall !! Fire Wall !! Fire Wall !!

เฟี้ยว....ปัง!!

พลุดอกที่สองถูกยิงขึ้นฟ้า คราวนี้เป็นสัญญาณสีน้ำเงิน วิซาร์ดทั้งหมดพากันร่าย Ice Wall กั้นพวกมอนสเตอร์ไว้แล้วถอยกลับไปด้านหลังทันที ฝูงมอนสเตอร์เห็นดังนั้นก็เข้าทำลาย Ice Wall เหล่านั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนในที่สุด Ice Wall ก็แตก เปิดทางให้พวกมันบุกไปหาพวกนักเวทย์ได้ แต่สิ่งที่รอพวกมันอยู่ไม่ใช่เนื้อหนังอันโอชะของจอมเวทย์ หากแต่เป็นปลายหอกยาวพุ่งเข้าหาพวกมัน Mummyที่ดาหน้าเข้าไปถูกเสียบทะลุกลางตัว Verit ก็ถูกคมหอกเสียบทะลุปากไปจนถึงกลางหลัง ทันทีที่กองอัศวินถือหอกพุ่งผ่านไป หน่วยดาบก็บุกอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Mimic และ Matyr ถูกคมดาบบั่นเป็นชิ้นๆ โดยที่ฝูงค้างคาวไม่สามารถจู่โจมเนื้อหุ้มเกราะของเหล่าอัศวินได้

วิซาร์ดที่ถอยร่นไปอยู่แนวหลังก็ไม่ได้อยู่เฉย พวกเขาพุ่งเป้าไปที่โอซิริสที่ยืนอยู่บนปราสาทแล้วระดมยิงเวทย์ใส่ทันที ลำแสงถูกตัวปราสาทจนเสียหายอย่างหนัก ฝุ่นฟุ้งตลบอบอวลจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย

อ้ากกกกกกกกกก !!!!.. เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น

"ใครเป็นอะไรน่ะ !! " อาเรสร้องถาม สายตากวาดมองไปรอบๆ ท่ามกลางทัศนวิสัยอันคลุมเครือ

คำตอบปรากฏขึ้นเมื่อหมอกควันจางลงไป ..วิซาร์ดหนุ่มผู้โชคร้ายคนหนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ใต้เท้าข้างหนึ่งของโอซิริส

"กรอด...แก!!" อาเรสชูไม้เท้าขึ้นเตรียมร่ายเวทย์ แต่โอซิริสก็หายตัวไปในพริบตา ตอนนี้นักเวทย์ทุกคนรวมทั้ง พวกอัศวินที่กำลังสู้กับฝูงมอนสเตอร์ก็ต่างมุ่งความสนใจไปที่โอซิริส

กรี๊ด !!!!!

"จินนี่ ! " อาเรสตาเบิกโพลงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นโอซิริสไปยืนอยู่ตรงหน้าจินนี่ที่ตกจากหลังนกปิโก้ ดาบของเธอถูกปัดตกลงพื้น และลำแขนของโอซิริสกำลังฟาดเข้าหาเธอ....!! "จินนี่ !!!" อาเรสร้องสุดเสียง เธออยู่ห่างเกินกว่าที่เขาจะไปช่วยได้

ก่อนที่โอซิริสจะได้ทำอันตรายแก่จินนี่ลูกธนูนับสิบก็พุ่งตัดอากาศเข้ามาปักถูกท่อนแขน และลำตัวของโอซิริสทำให้มันเสียจังหวะ ธนูจากพวกฮันเตอร์ช่วยชีวิตจินนี่ไว้ได้ทัน โอซิริสสะบัดตัวแล้วพยายามดึงเอาลูกศรออกจากร่างกาย เพื่อนอัศวินของจินนี่อาศัยจังหวะนี้ดึงตัวเธอออกมา

"ตอนนี้ล่ะ !!" กองพลโรก และแอสแซสซินโผล่ขึ้นมาจากดินพร้อมกับใช้อาวุธในมือรุมฟันโอซิริสเป็นชุด ขณะที่มันกำลังเพลี่ยงพล้ำนั้น โอซิริสได้ Teleport หนีไป ส่วนมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ก็ถอยไปเช่นกัน

"บ้าจริง ! หนีไปซะได้" โรกคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย

"ไม่เป็นไรหรอก พวกมันกำลังเข้าแผนเราแล้ว ดูจากทิศทางของพวกลูกน้องมันก็รู้ว่าจุดหมายของโอซิริสเป็นที่ไหน" เซนเกียร์พูด รอยยิ้มนิดๆ ผุดขึ้นที่มุมปากเขา

ที่หน้าปิรามิด โอซิริสวาร์ปกลับมาที่นี่ โดยมีฝูงมอนสเตอร์ทยอยตามกันมา ไม่ทันที่โอซิริสจะได้พูดอะไร ก็บังเกิดแสงสีขาวระเบิดขึ้นบนพื้นเป็นระยะๆ ผีดิบทั้งหลายร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดก่อนจะสลายหายไปทีละตัวสองตัว โอซิริสนั้นเบี่ยงตัวหลบแสงสีขาวได้ทัน มันกลับมายืนนิ่งอยู่กับที่

"จนมุมแล้ว เจ้าโอซิริส" เสียงของไอเว่นดังออกมาจากด้านข้างปิรามิด เขาก้าวออกมาพร้อมกับฟินิกส์ นักบวชคนอื่นๆ ก็ออกจากที่ซ่อนตรงเข้ามาล้อมพวกโอซิริสไว้

"ได้เวลากลับรังแล้ว ท่านฟาโรห์ ไม่งั้นก็ต้องเละเป็นผงอยู่ที่นี่" ฟินิกซ์พูดพลางกำหมัดขึ้นมา Spirits Sphere ทั้ง 5 ลูกลอยวนรอบตัวเขาพร้อมที่จะใช้งานได้ทุกเมื่อ

โอซิริสที่เหลือพรรคพวกเพียงน้อยนิดกลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด มันยังคงนิ่งเฉยราวกับว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นแค่เรื่องจิ๊บจ๊อย

"หึ...หึๆๆ ...ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!" เสียงหัวเราะอันดังของโอซิริสทำเอาแผ่นดินสะเทือนเลยทีเดียว พวกหน่วยพิเศษต่างเอามือปิดหูของตนไว้ ไม่งั้นแก้วหูคงแตกไปแล้ว

"หัวเราะอะไรฟะ !! ไอ้บ้านี่ มีอะไรน่าขำนักรึไง" ฟินิกซ์จะโกนอย่างหัวเสีย

ไอเว่นก็พูดกับโอซิริส "ขอเตือนอีกครั้งนะ โอซิริส กลับเข้าไปในปิรามิดซะดีกว่า ไม่อย่างนั้นพวกเราจะ..."

"จะ อะไร? พวกเจ้าจะทำอะไรงั้นรึ? คิดจะใช้แสงศักดิ์สิทธิ์ฆ่าข้าล่ะสิ หึๆๆ พวกเจ้าคิดว่าจะทำได้ง่ายๆ รึไง" โอซิริสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

"พูดแบบนี้อยากลองดูมั้ยล่ะ" พรีสคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับควัก Blue Gemstone ออกมา

"พวกเจ้านี่ช่างโง่แท้ คงคิดว่าข้าติดกับดักของพวกเจ้าล่ะสิ แต่จะบอกอะไรให้อย่าง คนที่ติดกับน่ะมันพวกเจ้าต่างหาก!! " สิ้นเสียงโอซิริส Minorous ร่วมร้อยตัวก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเหล่านักบวชพร้อมกับเหวี่ยงฆ้อนอันมหึมาไล่ทุบพวกพรีส บางตัวก็ร่าย Heaven Drive ลงพื้น พวกพรีสที่ถนัดกับการต่อกรกับผีดิบพอมาเจอแบบนี้เข้าก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ฟินิกซ์ที่เป็นมังค์นั้นยังพอสู้ได้แต่จำนวนของพวกมันก็มากเหลือเกิน

"ฟินิกซ์ ระวัง!!" ไอเว่นร้องเตือนเมื่อเห็น Minorous ตัวหนึ่งกำลังใช้ท่า Hammer Falls ใส่ฟินิกซ์ ส่วนฟินิกซ์เองที่กำลังติดพันกับ Minorous อีกตัวไม่ทันเห็นจึงโดนออร่ารูปฆ้อนเข้าไปอย่างจัง ฟินิกซ์หัวหมุนหมดจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้วตอนนี้ ขณะที่ฝ่ายไอเว่นกำลังเสียเปรียบ พวกเซนเกียร์ก็ตามมาช่วยพอดี ทั้งโรก และแอสแซสซินเข้าปะทะกับ Minorous ในระยะประชิด

"ไม่ต้องห่วง พรรคพวกคนอื่นๆ กำลังตามมา" เซนเกียร์ตะโกนบอก แทนที่โอซิริสจะเป็นกังวลแต่มันกลับฉีกยิ้มออกมา

ทันใดนั้นพรีสสาวในกลุ่มก็หันไปเห็นอะไรบางอย่าง "นี่ ทุกคนดูโน่นสิ!" เธอชี้ไปที่เมือง เห็นแสงสีส้มและควันไฟอยู่ลิบๆ "ไฟไหม้!" เธอร้อง

"บ้าน่า! เป็นไปได้ยังไงกัน" เซนเกียร์อุทานอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อเขาตั้งสติและสังเกตไปรอบๆ "ไอซิสไม่อยู่ !?"

"ใช่ นางไม่อยู่ที่นี่ เจ้าคิดว่ามเหสีสุดที่รักของข้ากำลังทำอะไรอยู่ล่ะ" โอซิริสกล่าวอย่างผู้ชนะ

ขณะเดียวกันกลางทะเลทรายที่กั้นระหว่างปิรามิดกับเมืองมอรอค กลุ่มอัศวิน ฮันเตอร์ และวิซาร์ดที่กำลังตามมาช่วยที่ปิรามิดก็ต้องหยุดเมื่อเห็นควันไฟ และเปลวเพลิงภายในเมือง

"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย" ทีอุทานขึ้น

"แย่แล้ว ในเมืองยังมีพวกชาวบ้านหลงเหลืออยู่ด้วย ลำพังมาริสกับ พวกแบล็กสมิธคงช่วยได้ไม่ทั่วถึงแน่" อาเรสพูดขึ้น

เลร่ารู้สึกกังวลอย่างมาก "ทางด้านคุณเซนเกียร์ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง แล้วยังเกิดเรื่องในเมืองอีก" เลร่าคิดแล้วตัดสินใจบอกกับทุกคนว่า "เอาอย่างนี้ เราแบ่งกำลังเป็นสองส่วน กลุ่มหนึ่งไปช่วยพวกมาริสในเมือง ส่วนอีกกลุ่มไปหาคนอื่นๆ ที่ปิรามิดนะ" ทั้งหมดแบ่งกำลังเป็นสองส่วน เลร่านำกำลังส่วนหนึ่งกลับไปที่เมือง อาเรสกับที นำกำลังอีกส่วนไปยังปิรามิด

เมืองมอรอคถูกทำลายไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือของ Ancient Mummy ภายใต้การควบคุมของไอซิส เมื่อเลร่ากลับมาถึงเมือง เห็นผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก บ้านเรือนถูกเผาทำลายด้วยเปลวเพลิงอันร้อนระอุ แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นร่างของแบล็กสมิธหญิงคนหนึ่งนอนหายใจรวยรินอยู่

"มาริส!! คุณมาริส!" เลร่าตรงเข้าไปหามาริสทันทีพร้อมกับช้อนตัวเธอขึ้นมา "ทำใจดีๆ ไว้นะคะ อย่าเป็นอะไรนะคะ" เลร่าพูดเสียงสั่น

มาริสลืมตาขึ้นมาอย่างอ่อนล้า หน้าของเธอซีดขาว "เล ..ร่า" เธอพูดออกมาด้วยเสียงอันเบา

"คุณได้สติแล้ว โชคดีจัง รอเดี๋ยวนะคะ เดี๋ยวฉันจะพาคุณออกไป" เลร่าพูดพลางพยุงมาริสให้ลุกขึ้น แต่มาริสเอื้อมมือดึงแขนเลร่าไว้ "ไม่ต้องหรอก มันสายไปแล้ว ฉันคงทนได้อีกไม่นานหรอก" เลร่าเริ่มน้ำตาคลอ "อย่าพูดแบบนี้สิคะ คุณออกจะแข็งแรง ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก"

"เด็กโง่เอ๊ย..คนเราต่อให้เก่งแค่ไหนก็หนีความตายไปไม่พ้นหรอก ตอนนี้ก็ถึงเวลาของฉันแล้ว ..." ลมหายใจของมาริสแผ่วเบาลงเรื่อยๆ "ฟังนะเลร่า....ลอนเบิร์ก กับลิน ยังอยู่ในเมือง ...กำลังพาชาวบ้าน... กับพวกพ่อค้าอพยพอยู่...ฉัน..ฝากดูแลพวกชาวบ้านด้วย....ชาวเมืองมอรอค...มอรอคของพวกเรา..." แล้วมาริสก็หมดลมในอ้อมกอดของเลร่า เลร่าตัวสั่นเทา นัยน์ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยน้ำตา แต่ถึงแม้ว่าเลร่าจะเสียใจมากแต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลาจะมาคร่ำครวญ คำพูดสุดท้ายของมาริสเธอต้องรักษาไว้ให้ได้

"ไปกันเถอะพวกเรา !! ไปช่วยชาวเมืองกัน!" เธอตะโกนบอกพรรคพวก และควบปิโกปิโก้นำออกไป หน่วยพิเศษคนอื่นๆ ก็ตามเธอไปติดๆ

ทางด้านปิรามิด แม้ว่าจะมีกำลังจากพวกอาเรสไปช่วยก็ตาม ฝ่ายโอซิริสก็ยังได้เปรียบอยู่ดี ด้วยกองทัพมอนสเตอร์ ทั้ง Minorous ที่มีกำลังมหาศาล ส่วน Mimic Mummy Verit และMatyr ได้รับพลังจากโอซิริส ผนวกกับอยู่ใกล้ปิรามิด พวกมันจึงเพิ่มจำนวนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ทหารหน่วยพิเศษถูกไล่ต้อนจนมุม พวกเขาเหลืออยู่เป็นจำนวนน้อยเต็มที

"ทำไงดีล่ะ?" ไอเว่นพูดกับเซนเกียร์

"คงต้องถอย..."

"ว่าไงนะ...! หนีหรอ!" อาเรสพูด

"ถึงจะน่าเจ็บใจ แต่พวกเราก็คงต้องยอมรับ .....ว่าพวกเราแพ้แล้ว" เซนเกียร์กล่าวอย่างอดสู ทุกคนก็รู้สึกเจ็บแค้นไม่แพ้กัน แต่ละคนกำหมัดแน่น ไอเว่นฝืนใจขว้าง Blue Gemstone ไปที่พื้นพร้อมกับตะโกนออกมา "Warp Porta l!!!" ประตูวาร์ปถูกเปิดขึ้น พรีสคนอื่นๆ ก็ทำตามไอเว่น พวกเขาทยอยนำคนเจ็บเข้าไปก่อน ที่เหลือคอยกันฝูงมอนสเตอร์ออกไป แล้วจึงโดดเข้าประตูวาร์ปไป ตามด้วยกลุ่มของนักบวช ทันทีที่พรีสคนสุดท้ายเข้าประตูวาร์ป แสงของ Warp Portal ก็หายไป

โอซิริสฉีกยิ้มอย่างพอใจในชัยชนะ "ฮ่าๆๆๆๆ พวกเจ้าเห็นมั้ย เหมือนหนูหนีตายไม่มีผิด น่าสมเพส! ฮ่าๆๆๆ" โอซิริสพูดกับเหล่าลูกสมุน "เอาล่ะ ไปยึดเมืองเน่าๆ นั่นกันดีกว่า ไม่รู้ป่านนี้มเหสีที่รักของข้าจะกำจัดพวกมดปลวกหมดหรือยัง...ฮ่าๆๆ " พูดจบโอซิริสก็มุ่งหน้าไปยังเมืองมอรอคทันที

เหล่านักเวทย์ร่ายกำแพงไฟเพื่อป้องกันตัวเอง และร่ายเวทย์เข้าโจมตีซ้ำ แต่ขณะที่พวกเขากำลังร่ายคาถา ฝูงค้างคาวก็บินโฉบไปมาไม่หยุดหย่อนทำให้กลุ่มวิซาร์ดเสียสมาธิและเริ่มร่ายเวทย์ได้ช้าลง

Stage8-Part1

posted on 03 Nov 2006 22:35 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage8~ ถอย

แสงแดดยามเช้าส่องกระทบหลังคาอาคารบ้านเรือนของเมืองมอรอคที่บัดนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล เหล่าพ่อค้าแม่ค้าพากันทิ้งรถเข็นหนีตายกันจ้าละหวั่น บางคนที่พอมีฝีมือก็จับอาวุธขึ้นสู้ ส่วนพวกชาวบ้านนั้นต่างวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว...

"มีน่า !! มีน่า!! ลูกอยู่ไหน!" หญิงชาวบ้านคนหนึ่งร้องตะโกน เธอคงพลัดหลงกับลูกในฝูงชนที่กำลังแตกฮือ ในขณะที่เธอกำลังมองหาลูกอย่างร้อนรนนั้นเอง

"แม่ !! " เสียงเล็กๆ ทำให้เธอชะงัก นี่เป็นเสียงของลูกสาวเธออย่างแน่นอน

"มีน่า !!!" เธอวิ่งไปตามเสียงนั้นอย่างไม่คิดชีวิต "มีน่า !!"

"แม่..!! แม่ !!" เสียงเด็กน้อยดังขึ้นเรื่อยๆ หญิงผู้เป็นแม่พยายามแหวกฝูงชนเข้าไปเพื่อหาที่มาของเสียง แล้วเธอก็พบลูกของเธอยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ บ้านหลังหนึ่งไม่ไกลจากเธอมากนัก

"มีน่า !! " เธอร้องเรียก และวิ่งเข้าไปหา เด็กน้อยหันมาเห็นแม่ก็โผเข้าหาเธอเช่นกันโดยที่ไม่รู้เลยว่า Mimic ตัวหนึ่ง พุ่งเข้ามาจากด้านหลังพร้อมกับแยกเขี้ยวอันคมกริบเตรียมจะขย้ำร่างหนูน้อย แม่เด็กเห็นดังนั้นก็กรีดร้องเสียงดังลั่น เสี้ยววินาทีก่อนที่เขี้ยวของ Mimic จะฝังลงบนร่างของหนูน้อย ลูกบอลสีขาวก็พุ่งเข้ามาอัดกระแทกมันกระเด็นไป เจ้า Mimic ตั้งหลักใหม่แล้วกระโจนเข้ามาอีกรอบ

"ฮึ่ม!! เอาไปอีกชุด Soul Strike!!" บอลพลังจิต 5 ลูกจากวิซาร์ดหนุ่มคนหนึ่งพุ่งเข้าอัดมันจนแหลกเป็นเศษเล็กเศษน้อย แม่ของเด็กวิ่งเข้ามากอดลูกสาวเพื่อปลอบขวัญ

"ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ " เธอหันมาขอบคุณวิซาร์ดหนุ่ม

"ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็กน้อย" วิซาร์ดหนุ่มตอบ

"เป็นไงบ้าง อาเรส" วิซาร์ดหนุ่มอีกคนวิ่งเข้ามา

"ปลอดภัยดีทั้งแม่และลูก" อาเรสยิ้มอย่างโล่งใจ

คำพูดเหมือนหมอตำแยชะมัดเลย เพื่อนจอมเวทย์พูดล้อคลายเครียด แต่สองหนุ่มก็หัวเราะกันได้ไม่นาน

ขณะนั้นอีกด้านหนึ่งของบ้านหลังใกล้ๆ มีแสงสีขาวสว่างขึ้นมาแวบหนึ่ง อาเรสหันไปเห็นพอดี "นี่มันแสง Grand Crossนี่ ยัยจินนี่เอาอีกแล้ว" เขาเริ่มขมวดคิ้ว "ที นายช่วยพาพวกเธอสองแม่ลูกไปยังที่หลบภัยทีนะ เดี๋ยวฉันตามไป" เขาหันไปบอกเพื่อน ทีพยักหน้าเป็นการรับคำแล้วทั้งสองก็แยกกันไป อาเรสมุ่งตรงไปยังจุดที่มีแสงส่องออกมา เมื่อเขาไปถึงก็เห็นครูเซเดอร์สาวกำลังสู้กับ Mummy 5 ตัว ตามพื้นยังมีเศษผ้าพันแผลกองอยู่เป็นหย่อมๆ แสดงว่าเจ้าหล่อนคงจัดการ Mummy ไปได้หลายตัวแล้ว

" Grand Cross!" เธอใช้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ อีกครั้ง Mummy 3 ตัวถูกแสงศักดิ์สิทธิ์เข้าก็สลายกลายหายไปเหลือไว้แต่ผ้าพันแผล ส่วนอีกสองตัวที่เหลือก็เดินอาดๆ เข้ามาหาครูเซเดอร์สาวที่เริ่มหมดแรง

"Fire Wall !!" อาเรสร่ายกำแพงไฟกั้น Mummy ทั้งสองไว้ พวกมันยังพยายามเดินฝ่ากำแพงไฟนั้นแต่เปลวเพลิงก็เผาผลาญพวกมันจนมอดไหม้ อาเรสเข้าไปพยุงตัวครูเซเดอร์สาว

"เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ จินนี่ บอกแล้วไงว่าอย่าใช้ Grand Cross พร่ำเพรื่อ" อาเรสดุน้องสาว

"แหม.~ ก็มันประหยัดเวลาดีนี่คะพี่ แล้วต่อให้มีอันตรายยังไงพี่ก็มาช่วยอยู่แล้วจริงม้าาา..." เธอทำหน้าทะเล้นใส่อาเรสจนเขาไม่รู้จะต่อว่าอะไรอีก

"เอาเถอะๆ ทีหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน แล้วก็อย่างแล่นออกมาคนเดียวแบบนี้อีกล่ะ ไปกันเถอะ ทางโน้นยังมีชาวบ้านอีกเยอะ"

"ค่ะพี่" จินนีตอบ แล้วอาเรสกับจินนี่ก็พากันเดินออกไป

ประตูวาร์ปถูกเปิดขึ้นทางทิศใต้ของเมืองมอรอค ฟินิกซ์ ไอเว่น และ เลร่าพร้อมด้วยหน่วยพิเศษแห่งพรอนเทร่าอีก 20 คนออกมาจากประตูวาร์ป เมื่อมาถึงพวกเขาก็ต้องพบกับความโกลาหลภายในเมือง ทั้ง Mummy Mimic Verit และค้างคาวDrainliar ออกอาละวาดทำร้ายผู้คนไปทั่ว

โดยไม่รอช้า เลร่าพากลุ่มไนท์ และครูเซเดอร์ อีก10คนขี่นกปิโก้บุกเข้าไปเพื่อล่อให้พวกมอนสเตอร์ละความสนใจจากชาวเมือง พวกเขากระจายออกจากกันเป็นหน้ากระดานผ่านเข้าไปในฝูงชน พร้อมกับกวัดแกว่งอาวุธในมือใส่พวกมอนสเตอร์ คมอาวุธบาดถูกพวกมันเพียงผิวเผิน แต่นั่นก็เพียงพอที่จะยั่วให้มันโกรธและพุ่งเป้ามาที่กลุ่มอัศวิน พวกเลร่าควบนกปิโก้ล้อมกลุ่มมอนสเตอร์ไว้ แต่ Mummy กับVeritบางตัวหหลุดจากวงล้อมไปได้

ฟินิกซ์เข้าจับ Mummy สองตัวทุ่มลงกับพื้นอย่างแรง แล้วรัวอัดพวกมันด้วยกำปั้นจนพวกมันแน่นิ่งไป ส่วนVerit อีกสี่ห้าตัว ก็ถูก วิซาร์ดสาว กับฮันเตอร์หนุ่มในกลุ่ม รัวเวทย์และ ลูกศรเข้าใส่จนพรุนเป็นรังผึ้ง เลร่านำพวกอัศวินล่อมอนสเตอร์เข้ามาหาไอเว่น และพรีสอีก8 คนที่รออยู่แล้ว พรีสทั้งหมดเข้าล้อมกลุ่มของเลร่า ทันทีที่ไอเว่นยกมือให้สัญญาณ ไนท์และครูเซเดอร์ทั้งหมดก็ควบนกปิโก้ออกจากวงล้อมของพรีสทันที

"Magnus Exorcismus !!!" พรีสทั้งหมดร่ายคาถาโจมตี แสงศักสิทธิ์สีขาววิ่งซ้อนตัดกันบนพื้นและระเบิดตูมขึ้นมาหลอมละลายพวก Mummy และVerit จนเหลือแต่เศษซาก จากนั้นไนท์และครูเซเดอร์ก็โผเข้ามาในวงล้อมพร้อมกับกวัดแกว่งอาวุธสังหารพวก Mimic ที่เหลืออยู่ ส่วน Drainliarก็ถูกเวทย์ Heal จากพวกพรีส และลูกศรของฮันเตอร์หนุ่มสอยร่วงไปทีละตัวจนหมด

"ฟู่..เรียบร้อย..." ฟินิกซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อย่าเพิ่งวางใจ ยังไม่หมดแค่นี้หรอก พวกมันคงมีอยู่ทั่วเมืองแน่ๆ" ไอเว่นพูดเตือน เลร่าพยักหน้าเห็นด้วย

"ฉันคิดว่าเราควรหาทางติดต่อกับหน่วยพิเศษที่อยู่ที่นี่ซะก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป" เธอพูด ในขณะที่ทุกคนกำลังปรึกษากันอยู่นั้น ตรงพื้นที่เลร่ายืนอยู่ก็มีร่างคนผุดขึ้นมาจากพื้น แล้วร่างนั้นก็พุ่งขึ้นมาด้านหน้าเลร่าด้วยความเร็วสูง พร้อมกับ

"แฮ่ !!!"

" กรี๊ดดดดด!!" เลร่าตกใจพุ่งหอกออกไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ ร่างนั้นเบี่ยงตัวไปด้านข้างหลบได้อย่างหวุดหวิด แล้วหมุนตัวลงไปยืนได้อย่างสวยงาม

"เฮ้ย!! นังหนูนี่ ล้อเล่นนิดหน่อยถึงกับจะฆ่าแกงกันเลยเรอะ! "

"อ..อ้าว! คุณเซนเกียร์ !!! ตายแล้ว...ขอโทษค่ะ คือมันตกใจน่ะ" เลร่าลงมาจากหลังนกปิโกปิโก้แล้วก้มหัวขอโทษขอโพยเซนเกียร์เป็นการใหญ่

"เออ...แต่ฉันก็ผิดเองแหละที่ดันไปหลอกเธอแบบนั้น" เซนเกียร์เอามือเกาหัวแกรกๆ

"ขอโทษนะครับ คุณเป็นใครหรือครับ" ไอเว่นเข้ามาแทรกบทสนทนาของทั้งสอง

"นั่นสิลุง จู่ๆ ก็โผล่พรวดขึ้นมาไม่คิดจะแนะนำตัวกันบ้างเลยเหรอ" ฟินิกซ์พูด เลร่าเห็นดังนั้นจึงเข้ามาแนะนำแทน

"ทุกคนคะ นี่คือคุณเซนเกียร์เป็นหัวหน้าหน่วยพิเศษของมอรอคค่ะ" เธอแนะนำ แล้วก็หันไปทางเซนเกียร์ "แล้วพวกเค้าคือหน่วยพิเศษที่มาจากพรอนเทร่าค่ะ ..เอ่อไม่ทราบว่าสถานการตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ?" เลร่าแนะนำเสร็จก็ถามต่อทันที

"ตอนนี้กองทัพของโอซิริสยังอยู่บริเวณปราสาทกลางเมือง ส่วนหน่วยพิเศษจากมอรอคและเกฟเฟ่นรวมตัวกันอยู่ที่ร้านขายอาวุธใกล้ๆนี่ พวกชาวบ้านก็เข้าไปหลบภัยอยู่ในนั้นด้วยรวมทั้งเจ้าชายอาชูนิบัล เชื้อพระวงศ์ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว" เซนเกียร์พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"สถานการเลวร้ายถึงขั้นนี้แล้วหรอเนี่ย..." เลร่ามีสีหน้าวิตก

"ยังไงก็ตาม ฉันว่ารีบไปสมทบกับคนอื่นๆ ที่ร้านขายอาวุธดีกว่านะ" ฟินิกซ์ออกความเห็น ทั้งหมดจึงตรงไปยังร้านขายอาวุธด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง ระหว่างทางเลร่าก็คุยกับเซนเกียร์ ทั้งสองเดินอยู่รั้งท้าย

"คุณเซนเกียร์คะ แบบนี้เราจะทำยังไงดี"

"ฉันเองก็ยังไม่รู้เลย คงต้องปรึกษากันก่อน ตอนนี้โอซิริสยังไม่มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน คงต้องรอดูสถานการณ์อีกสักพัก"

เลร่าเงียบไปซักพักแล้วจึงตัดสินใจพูด "คุณเซนเกียร์คะ"

"มีอะไรรึ"

"คุณเห็น ลอนเบิร์ก กับลินบ้างมั้ยคะ พอจะรู้บ้างมั้ยคะว่าพวกเขาอยู่ไหน" เลร่าถามด้วยสีหน้าร้อนรน เธอรู้สึกเป็นห่วงน้องๆเหลือเกินตอนนี้

"ไม่เห็นเลย"

คำตอบของเซนเกียร์ทำให้เลร่ายิ่งวิตกมากขึ้น เซนเกียร์เห็นดังนั้นจึงพูดปลอบว่า "อย่าห่วงเลย น้องทั้งสองคนของเธอล้วนแต่มีฝีมือกันทั้งนั้น พวกเขาคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองนี้อย่างปลอดภัยอย่างแน่นอน" เมื่อเห็นรอยยิ้มของเซนเกียร์ เลร่าจึงคลายความกังวลลงและให้กำลังใจตัวเองว่าน้องทั้งสองคนต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน

ก๊อก! ..ก๊อก! ก๊อก!.... ก๊อก!! เซนเกียร์เคาะประตูร้านขายอาวุธเป็นจังหวะสั้นๆ แล้วประตูเหล็กบานใหญ่ก็แง้มออก แบล็กสมิธคนหนึ่งยื่นหน้าออกมา "เข้ามาเลยๆ" เขากวักมือเรียก

เซนเกียร์เดินนำเข้ามาโดยมีเลร่าและหน่วยพิเศษคนอื่นๆ เดินตามมา ทุกคนยกเว้นเซนเกียร์ต่างมีสีหน้าตกใจเมื่อร้านขายอาวุธกลายสภาพเป็นโรงพยาบาลขนาดย่อม ที่พื้นเต็มไปด้วยร่างของนายทหารและชาวบ้านที่บาดเจ็บนอนเรียงรายอยู่โดยมีอโคไลท์ และพรีสเพียงไม่กี่คนคอยฮีลให้ ไอเว่นและพรีสคนอื่นๆ ที่มาด้วยเข้าไปช่วยดูแลคนเจ็บทันที

"พวกคุณที่เหลือช่วยมาทางนี้ที" แบล็กสมิธร่างใหญ่บอกกับพวกเลร่า เขาและเซนเกียร์เดินนำไปที่หลังเคาท์เตอร์ แบล็กสมิธคนนั้นดึงพรมที่ปูอยู่บนพื้นออกและเปิดบานพับที่พื้นขึ้น ด้านล่างเป็นบันไดทอดยาวลงไป

เมื่อลงมาถึงชั้นใต้ดินซึ่งเป็นคลังเก็บสินค้า ภายในนั้นมีวิซาร์ด ไนท์ ครูเซดเดอร์ ฮันเตอร์ โรก และแบล็กสมิธกลุ่มหนึ่งอยู่ ดูเหมือนพวกเขากำลังปรึกษาหารือกัน แบล็กสมิธหญิงคนหนึ่งหันมาเห็นพวกเขาพอดี

"เซนเกียร์ มาพอดีเลย สถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง" เธอถาม

"แย่...พวกมอนสเตอร์เดินเพ่นพ่านอยู่ทั่งเมือง ส่วนเจ้าโอซิริสก็ยังยึดปราสาทเป็นที่ตั้งโดยไม่ยอมขยับไปไหน เฮ้อ..." เซนเกียร์ถอนหายใจอย่างเป็นกังวล "แล้วทางนี้ล่ะ มีอะไรคืบหน้าบ้างมาริส"

"พวกเราส่งอโคไลท์พร้อมกับคนเจ็บบางส่วนไปยังเมืองอื่น รวมทั้งเจ้าชายอาชูนิบัลเราก็พาไปยังพรอนเทร่าแล้ว" มาริสตอบ

"โอ้..ถ้าอย่างนั้นก็ดีน่ะสิ "

"ว่าแต่เราจะจัดการโอซิริสยังไง" เลร่าถามขึ้น

อัศวินหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มตอบกลับมา "เราจะไล่ต้อนโอซิริสให้เข้าไปในปิรามิด แล้วปิดผนึกประตูทางเข้าซะ"

"ฟังดูเหมือนง่ายนะ แล้วจะทำกันยังไงล่ะ" ฟินิกซ์ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความสงสัย ทีเดินเข้ามาพูดบ้าง "พวกเราได้กระจายกำลังไปยังจุดต่างๆ ตามเมืองเรียบร้อยแล้ว พร้อมจะลงมือทุกเมื่อ ที่เหลือก็รอให้พวกพรีสมาก่อนแล้วค่อยคุยกัน"

สักพักไอเว่น กับพรีส และอโคไลท์คนอื่นๆ ก็ลงมาที่ชั้นใต้ดิน "ย้ายคนเจ็บกับชาวบ้านที่อยู่ในนี้ไปหมดแล้ว" ไอเว่นพูด เซนเกียร์จึงเรียกให้ทุกคนมารวมกันเพื่อฟังแผนการ

Stage7

posted on 31 Oct 2006 17:59 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage7~ พายุใหญ่

ฉืบ... ฉืบ... ฉืบ... ฉืบ... เสียงฝีเท้าดังขึ้นในความมืด เจ้าของเสียงย่างก้าวอย่างช้าๆ ฉืบ....ฉืบ....ฉืบ... กึก! เสียงฝีเท้าเงียบไป

"Sight!" ลูกไฟเล็กๆ ลอยหมุนวนรอบตัวเจ้าของเสียง แสงวูบวาบจากลูกไฟเผยให้เห็นร่างของชายคนหนึ่งในชุดสีดำสวม Hood ปิดบังหน้าตาเอาไว้ เขายืนนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วโบกมือขวาไปด้านหน้า ลูกไฟที่ลอยวนอยู่ก็พุ่งไปตามทิศทางมือ เปลวไฟลอยไปตกบนคบเพลิงบังเกิดแสงสว่างขึ้นทั่วบริเวณ ชายชุดดำยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลแดงที่ประกอบขึ้นด้วยหินสลัก บนกำแพงห้องมีรูปภาพ และอักษรภาพอียิปต์โบราณสลักอยู่ ตรงกลางห้องมีโลงศพที่หล่อจากทองสำริด ประดับประดาด้วยอัญมณีมากมาย

ชายชุดดำเดินไปที่หน้าโลงศพพร้อมกับหยิบม้วนกระดาษเก่าๆ ม้วนหนึ่งออกมา ค่อยๆ คลี่มันออกและอ่านภาษาโบราณที่จารึกไว้อยู่ในนั้น ระหว่างที่เขาอ่านอีกมือหนึ่งก็หยิบคนโทขนาดเล็กออกมาแล้วเทของเหลวสีแดงที่อยู่ข้างในลงบนฝาโลง

เมื่อชายชุดดำอ่านภาษาโบราณจนจบก็เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วห้องทำให้เศษหินเศษทรายชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงกราวจากเพดานลงมา ฝาโลงเริ่มขยับ มันค่อยๆ เลื่อนออกจากตัวโลงและตกลงบนพื้นเสียงสนั่นด้วยความหนักของมัน แรงสั่นสะเทือนหายไปกลับกลายเป็นไอสีม่วงเย็นยะเยียบลอยฟุ้งออกมา ชายชุดดำเดินเข้าไปใกล้โลงศพแล้วชะเง้อมองลงไปข้างใน แต่ปรากฏว่าในโลงนั้นว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่เลย

ทันใดนั้น! มีมือฟาดลงมาที่เขาจากด้านหลัง!!

ชายชุดดำกระโดดหลบไปอีกฟากหนึ่งของโลงได้อย่างเฉียดฉิว มือนั้นกระชากผ้าคลุมของเขาขาดแหว่งไปชิ้นใหญ่ มือที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลกำชิ้นผ้าที่ขาดไว้ และแล้วร่างอันใหญ่โตก็ปรากฏออกมาจากกลุ่มหมอกสีม่วง มันเป็นร่างที่มีผ้าพันแผลพันไว้ทั้งตัว บนหัวสวมมงกุฏสีทองอร่าม ดวงตาสีแดงฉานมองลอดออกมาจากใต้ผ้าพันแผล

"เจ้าเป็นใคร.." เสียงอันแหบแห้งฟังดูน่าขนลุกดังออกมาจากร่างนั้น

"สวัสดีท่านโอซิริส ยินดีด้วยกับการตื่นขึ้นอีกครั้ง" ชายชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

"ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร!!" โอซิริสเปล่งเสียงกร้าว

"กระผมเป็นใครไม่สำคัญ ท่านรู้แค่ว่ากระผมมาช่วยท่านก็เพียงพอแล้ว" เขาตอบ

โอซิริสทิ้งเศษผ้าในมือลงพื้น "ช่วย?.. งั้นรึ"

"ถูกต้อง..กระผมรู้ว่าท่านต้องการอะไร คนผู้นั้นอยู่ไม่ห่างจากที่นี่นักหรอก"

ดวงตาของโอซิริสเบิกกว้างทันที แสงสีแดงดุจเพลิงลุกวาวอยู่ภายใน "มันอยู่ที่ไหน!! อยู่ที่ไหน!!!! " เสียงคำรามดังกึกก้องพร้อมกับเกิดกระแสลมหมุนวนไปทั่ว รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของชายชุดดำ "ท่านจะได้ข้อมูลที่ท่านต้องการ"

หลังจากที่โอซิริสออกจากห้องไปแล้วก็เหลือเพียงชายชุดดำยืนอยู่คนเดียว "ทุกอย่างเรียบร้อยขอรับนายท่าน" เขาเอ่ย

"ทำได้ดีมาก แต่จะว่าไปก็น่าสงสารเหมือนกันนะ เจ้ามัมมี่นั่นมันคงไม่รู้หรอกว่าตัวเองถูกหลอก หึๆๆๆ" เสียงลึกลับเอ่ยขึ้นจากที่ไหนสักแห่งในห้องนี้ "เอาล่ะ หมดธุระที่นี่แล้วไปกันเถอะ เรายังมีงานต้องทำอีก"

"ครับ นายท่าน" ชายชุดดำรับคำ แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับคบเพลิงที่ดับวูบลง

ไกลออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง อิซลูด ค่ำคืนนี้ของมอรอคก็ยังคงความคึกคักเหมือนเดิมเช่นทุกวัน ดูเหมือนจะมากกว่าทุกวันเสียอีก คงเพราะผู้คนที่อพยพเข้ามาจากเมืองอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองพรอนเทร่า ไม่ได้ทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าเมืองนี้เกรงกลัวแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะที่นี่อยู่ห่างไกลมากจนทุกคนเชื่อว่าคงจะไม่ได้รับผลกระทบก็เป็นได้ สถานที่ที่เงียบสงบแห่งเดียวในเมืองนี้คงเป็น พระราชวังแห่งมอรอค และคงเป็นที่เดียวที่ตื่นตัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่พรอนเทร่า ทหารยามในวังต่างตรวจตราอย่างแข็งขัน รวมทั้งทหารรักษาการนอกกำแพงเมืองก็เฝ้าคุ้มกันอย่างแน่นหนา

ในห้องนอนอันหรูหราห้องหนึ่งในปราสาท หญิงผู้หนึ่งท่าทางสูงศักดิ์ยืนอยู่ริมหน้าต่าง เธอมีใบหน้าที่งดงามหมดจด และเรือนผมสีดำสนิทยาวสลวย นิ้วมืออันเรียวงามแหวกผ้าม่านให้เปิดออกจนเห็นทิวทัศน์ยามราตรีของเมืองทั้งเมือง เธอยืนทอดถอนหายใจอยู่พักหนึ่ง

ก๊อกๆ ๆ.. เสียงเคาะประตูดังขึ้น

"ใครน่ะ" เธอเอ่ยถาม

"เอ่อ..กราบทูลพระราชินี.." ไม่ทันที่ทหารยามจะตอบ เสียงเด็กน้อยคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู

"เสด็จแม่..." เมื่อพระราชินีได้ยินเสียงก็เดินไปเปิดประตูทันที เมื่อประตูถูกเปิดออกเด็กชายตัวน้อยก็โผเข้ามากอดพระนางทันที

"มีอะไรจ๊ะ ..อาชูนิบัล ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะ หืม?.." พระนางถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลพร้อมกับจูงมือโอรสน้อยเดินไปที่เตียง พระนางนั่งลงบนเตียงแล้วอุ้มพระโอรสอาชูนิบัลขึ้นมานั่งที่ตัก พระโอรสน้อยหันหน้าไปหาพระนางแล้วถามขึ้นว่า "เสด็จแม่ โอซิริสมีจริงรึเปล่าครับ?" พระนางเลิกคิ้วขึ้นแล้วตรัสถามต่อ "ลูกรู้จักชื่อนี้ได้ยังไง ไปฟังมาจากไหนกันจ๊ะ.." พระโอรสเอนหัวลงซบกับอกของพระมารดามือน้อยๆ ทั้งสองกอดพระนางไว้แน่น "ลูกได้ยินมาจากพวกทหารครับ พวกเขาพูดกันว่าโอซิริสเป็นปิศาจชั่วร้ายที่ถูกขังอยู่ที่ปิรามิดนอกเมืองของเรา" เจ้าชายน้อยสั่นเทาด้วยความกลัว พระราชินีได้ฟังดังนั้นก็ลูบหัวลูกน้อยเบาๆ แล้วตรัสตอบว่า "มีสิจ๊ะ โอซิริสน่ะมีอยู่จริง" เจ้าชายน้อยสะดุ้งขึ้นทันที และยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่ "แต่โอซิริสน่ะ ไม่ใช่ปิศาจร้ายที่ไหนหรอกนะ พระองค์เป็นเทพเจ้าต่างหาก" คำตอบนี้ทำให้เจ้าชายเริ่มยิ้ม "เอาล่ะ แม่จะเล่าให้ลูกฟังนะ" พระราชินีตรัส

"นานแสนนานมาแล้ว ดินแดนที่ถูกเรียกว่า 'ไอยคุปต์' มีผู้ปกครองที่เรียกว่า 'ฟาโรห์' ซึ่งเทพโอซิริสก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อครั้งที่ฟาโรห์โอซิริส ได้ครอบครองดินแดนไอยคุปต์โดยมีพระนางไอซิสพี่น้องร่วมสายเลือดของพระองค์เป็นพระราชินีอยู่เคียงข้าง พระองค์สอนให้มนุษย์รู้จักการเพาะปลูก การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการบวงสรวงเทพเจ้า

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ฟาโรห์โอซิริสกลับมาจากการสอนพวกมนุษย์ในแดนไกล พระองค์ได้พบว่าเทพเสตผู้เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดอีกคนได้จัดงานเลี้ยงขึ้น โอซิริสได้ถูกเสตหลอกล่อให้ลงไปอยู่ในหีบไม้แล้วเสตก็ปิดฝาหีบเอาตะปูตอก และยารอยแตกอย่างรวกเร็วแล้วนำไปโยนลงแม่น้ำไนล์ พระนางไอซิสรู้เข้าจึงออกตามหาพระศพของสวามีจนพบและนำหีบพระศพกลับมาได้ แต่โชคร้ายที่เสตมาพบพระศพจึงฉีกร่างของฟาโรห์โอซิริสออกเป็น 14 ชิ้นแล้วโยนทิ้งไปทั่วไอยคุปต์ พระนางไอซิสจึงต้องออกตามหาชิ้นส่วนพระศพอีกครั้ง ในที่สุดก็หามาได้ 13 ชิ้น ชิ้นสุดท้ายได้ถูกปลากินไปแล้ว พระนางจึงเนรมิตส่วนสุดท้ายขึ้นมาแล้วประกอบพิธีกรรมแก่โอซิริสโดยสมบูรณ์ พระนางไอซิสได้กลายเป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์และ เป็นเทวีผู้คุ้มครองเด็ก ส่วนเทพโอซิริสได้กลายเป็นกษัตริย์แห่งดินแดนผู้ตาย" พระศพของพระองค์ถูกเก็บไว้อย่างดีในปิระมิดนอกเมืองของเรานี่เอง เมื่อพระราชินีเล่าจบพระนางก้มพระพักตร์ลงไปหาพระโอรส เจ้าชายน้อยก็มองขึ้นมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

"โอซิริสน่าสงสารจังนะครับเสด็จแม่" เจ้าชายน้อยทำท่าจะร้องไห้ "อย่างนี้โอซิริสคงเกลียดเสตมากสินะครับ"

"อันนี้แม่เองก็ไม่รู้หรอกจ้ะ ว่าแต่หายกลัวแล้วใช่มั้ย?"

เจ้าชายน้อยพยักหน้า "ครับ ลูกไม่กลัวแล้ว เพราะเทวีไอซิสจะคอยคุ้มครองเด็กๆนี่ครับ"

"ถ้างั้นก็ถึงเวลาที่ลูกจะต้องไปนอนได้แล้วนะ" พระราชินีตรัสพร้อมรอยยิ้ม แล้วพาพระโอรสไปที่หน้าประตูห้องบรรทม เจ้าชายน้อยวิ่งจากไปอย่างร่าเริง

"กลับไปแล้วสินะ" เสียงทุ้มที่คุ้นหูดังขึ้น พระราชินีหันขวับไปดูทันที

"ฝ่าบาท....มาตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะ" พระนางรีบคุกเข่าลงถวายบังคมพระราชา

"ไม่ต้องมากพิธีหรอก ลุกขึ้นเถอะนี่ก็ดึกมากแล้ว เข้าไปพักผ่อนดีกว่านะ" พระราชาพยุงพระชายาให้ยืนขึ้นแล้วทั้งสองก็เข้าไปในห้อง

"อาชูนิบัลมาอ้อนอะไรเธอล่ะวันนี้" พระราชาตรัสถาม

"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แกสงสัยเรื่องบางอย่างก็เลยมาถามหม่อมฉันเท่านั้นเอง" พระนางตอบ

"ยังงั้นเหรอ เจ้าลูกคนนี้ช่างสงสัยจริงๆ อยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้ถึงกับมารบกวนแม่กลางดึก"

"ก็ดีไม่ใช่หรือเพคะ" พระราชินีตอบยิ้มๆ

"นั่นสินะ อืม...ชักง่วงซะแล้วสิ"

"งั้นก็บรรทมเถอะเพคะ พรุ่งนี้ต้องว่าราชการแต่เช้า"

"ก็ดีเหมือนกัน" พระราชาล้มตัวลงนอน พระราชินีเองก็กำลังเอนตัวลงนอนเช่นกันแต่ทั้งสองคนก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียง...

"...เ--ส--ต..."

พระราชาลุกขึ้นทันที พระองค์โอบพระชายาเอาไว้แล้วมองหาต้นเสียง สายพระเนตรทั้งสองคู่ไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง ผ้าม่านปลิวพลิ้วตามแรงลม มีเงาคนอยู่นอกหน้าต่าง!

"ใครน่ะ!!" ไม่มีเสียงใดตอบคำถามของพระราชา เงานั้นเคลื่อนตัวขึ้นมาและดันตัวขึ้นพุ่งแหวกผ้าม่านเข้ามาในห้อง!

"กรี๊ดดดดดดดดด.!!!!!" พระราชินีกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว พระราชาชักดาบของพระองค์ออกมาโดยให้พระชายายืนหลบอยู่ด้านหลัง

"ทหาร!! มีผู้บุกรุก!" พระราชาตะโกน แต่ไม่มีเสียงตอบจากทหารด้านนอก

"ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอก เสต! " เสียงแหบแห้งจากร่างเงานั้นดังก้อง

"เสต? ...หมายถึงใครกัน?!" พระราชาตรัสด้วยสีหน้างุนงง

"อย่ามาทำไขสือ!! ลืมสิ่งที่เจ้าทำกับข้าไปแล้วรึไง!!" ร่างเงานั้นค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น.. ใกล้ขึ้น... สายลมแรงพัดเข้ามาในห้องทำเอาผ้าม่านลอยขึ้นไปติดผนังด้านบน แสงจันทร์สาดส่องเข้ามากระทบร่างเงานั้น ทั้งสองพระองค์ตาเบิกโพลง "อ..อ..โอซิริส!!"

"ใช่....ความจำเจ้ายังไม่เสื่อมนี่ ได้เวลาสะสางเรื่องของเราแล้วเสต...." รังสีสังหารพุ่งพล่านออกมาจากดวงตาของโอซิริส กระแสลมภายในห้องยิ่งรุนแรงขึ้นพัดพาข้าวของในห้องล้มระเนระนาด

"เดี๋ยวก่อน ..เข้าใจผิดแล้วฉันไม่ใช่.." ไม่ทันที่พระราชาจะกล่าวจบ โอซิริสก็พุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง "ไม่ต้องมาเสแสร้ง!! เจ้าต้องตาย!!"

โครม!!!

"โอ๊ย..!" อาชูนิบัลสะดุดขาตัวเองล้มลงหน้าประตูห้องหนึ่ง นายทหารที่ยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ รีบรุดมาประคองเจ้าชายน้อย

"เป็นอะไรมากรึเปล่าพะยะค่ะ เจ้าชาย" ทหารยามถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง

"ไม่เป็นไร สงสัยจะวิ่งเร็วไปหน่อยน่ะแหะๆ" อาชูนิบัลหัวเราะอย่างอายๆ "จริงสิ ท่านพี่อยู่ในห้องใช่มั้ย"

ทหารยามมองไปที่ประตูห้อง "อยู่พะยะค่ะ แต่เกรงว่าเจ้าหญิงคงบรรทมไปแล้ว"

"งั้นหรอ..." เจ้าชายน้อยมีสีหน้าผิดหวัง พลางคิดว่าไว้มาหาวันรุ่งขึ้นก็แล้วกัน ขณะที่อาชูนิบัลหันหลังกลับก็ได้ยินเสียงดังกุกกักอยู่ในห้อง

"ท่าทางจะยังไม่หลับแฮะ งั้นฉันเข้าไปนะ" ทหารยามหลบทางให้เจ้าชายน้อยผลักประตูเข้าไป

"เอ๋..ทำไมมืดจัง" ห้องที่มืดสนิทสร้างความประหลาดใจแก่เจ้าชายน้อยยิ่งนัก ภายในห้องมีเพียงแสงจันทร์ส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา อาชูนิบัลเห็นเงาตะคุ่มๆ ดูเหมือนกำลังนั่งอยู่บนเตียง "ท่านพี่ ท่านพี่ ทำอะไรอยู่น่ะ" อาชูนิบัลร้องถามแต่เงานั้นไม่ตอบ กลับก้มหน้าก้มตาทำอะไรสักอย่างอยู่ เจ้าชายน้อยรู้สึกสงสัยขึ้นมาจึงหยิบไม้ขีดขึ้นมาจุดไฟที่ตะเกียงข้างประตูและหยิบมาถือไว้ เมื่อห้องสว่างขึ้น...

"อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!!!!!!!"

"เกิดอะไรขึ้นพะยะค่ะเจ้าชาย" ทหารยามสามสี่คนที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงร้องของอาชูนิบัลจึงพรวดพราดเปิดประตูเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ แล้วพวกเขาก็ต้องผงะเมื่อเห็นสัตว์ประหลาดรูปร่างท่อนบนเป็นผู้หญิง แต่ท่อนล่างกลับเป็นงู มันกำลังกัดกินร่างของเจ้าหญิงแรกรุ่นอย่างเอร็ดอร่อย เลือดสีแดงสดกระเด็นเปรอะไปทั่ว ดวงตากลมโตของเจ้าหญิงเบิกโพลง ร่างกายแน่นิ่งไม่ไหวติง

"ท่านพี่!!!!!!!!!!!!!!" อาชูนิบัลกรีดร้อง น้ำตาไหลเป็นทาง ร่างน้อยๆ ทรุดลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง

"นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย?!" ทหารยามมีสีหน้าตกใจสุดขีด

"เจ้านี่...เจ้านี่มันไอซิสนี่! มันออกมาจากปิรามิดได้ยังไง?!"

"อย่าเพิ่งพูดมาก อารักขาเจ้าชายเร็ว!!" ทหารอีกคนหนึ่งพูดเรียกสติเพื่อน แล้วนายทหารทั้งสี่ก็โผเข้าโจมตีไอซิสทันที ไอซิสเหวี่ยงร่างขององค์หญิงใส่นายทหารคนหนึ่งล้มลงไป และหลบดาบของอีกคนที่ฟาดลงมาพร้อมกับแทงมือทะลุลำตัวของทหารคนนั้นขาดใจตายทันที ทหารยามอีกสองคนพุ่งหอกเข้ามาหาไอซิส หล่อนใช้สองมือจับปลายหอกไว้เพื่อหยุดการเคลื่อนไหว แล้วสะบัดมือหมุนปลายหอกอย่างรวดเร็วทำให้นายทหารทั้งสองลอยหมุนขึ้นไปตามแรงบิด จนต้องปล่อยมือจากอาวุธอย่างช่วยไม่ได้ ไอซิสควงหอกทั้งสองในมือก่อนจะแทงลงไปกลางหลังของสองนายทหาร พวกเขากระอักเลือดและสิ้นใจตายไป ทหารคนแรกที่ล้มลงไปเห็นว่าคงสู้ไม่ได้แน่ เขาตัดสินใจวิ่งเข้าไปอุ้มเจ้าชายน้อยขึ้นด้วยมือเดียว อีกมือหนึ่งยังถือดาบไว้ "หนีเร็วพะยะค่ะเจ้าชาย" เขาอุ้มเจ้าชายวิ่งออกจากห้องแล้วปิดประตูทันที

"ไม่จริง..ท่านพี่ ท่านพี่!!!!" อาชูนิบัลยังร้องไห้ไม่หยุดในขณะที่ทหารยามยังอุ้มพระองค์วิ่งหนีไปเรื่อยๆ "นี่มันอะไรกัน ...ท่านแม่บอกฉันว่าไอซิสเป็นเทวีผู้คุ้มครองเด็กนี่นา แล้วทำไม..." เจ้าชายน้อยนึกขึ้นมาได้ "จริงสิ! ท่านแม่กับท่านพ่อล่ะ!! พวกท่านจะเป็นอะไรรึเปล่า" อาชูนิบัลหันไปบอกกับทหารยาม "พาฉันไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ทีสิ"

"เกรงว่าจะไม่ได้พะยะค่ะ ตอนนี้พระองค์ควรไปถึงที่ที่ปลอดภัยเสียก่อน"

"กี๊ซ!! " เสียงไอซิสไล่ตามมาจากด้านหลัง

"มันมาเร็วแบบนี้คงหนีไม่พ้นแน่" ทหารยามคิด เขาหยุดวิ่งแล้ววางเจ้าชายลง "เจ้าชาย ..ข้าพระองค์จะสกัดมันไว้เอง เจ้าชายรีบหนีไปนะพะยะค่ะ" อาชูนิบัลส่ายหัว ใบหน้าเล็กๆ อาบไปด้วยน้ำตา ทหารยามยิ้มรับ "พระองค์ต้องมีชีวิตรอดให้ได้นะพะย่ะค่ะ ขอให้เหล่าเทพคุ้มครองพระองค์ ....ข้าพระองค์ทูลลา" พูดจบเขาก็ผละออกจากอาชูนิบัล "เข้ามาเลยนังปิศาจ" ทหารยามผู้กล้าหาญพุ่งเข้าขวางไอซิส เจ้าชายอาชูนิบัลเช็ดคราบน้ำตาแล้วออกวิ่งในทันทีโดยไม่กล้าหันกลับมามองชะตากรรมของนายทหารผู้กล้า "ต้องรอด..ต้องรอด!!" ในใจของเขาร่ำร้อง

อาชูนิบัลวิ่งไปตามทางเดินระหว่างทางเห็นทหารยามล้มตายเป็นจำนวนมาก ขณะที่กำลังลงบันไดก็มีสุนัขสีดำ(Matyr)สองตัวเข้ามายืนขวางเจ้าชายน้อยเอาไว้ พวกมันแยกเขี้ยวใส่เขาอย่างกระหายเลือด เขากลัวจนตัวสั่นแต่เมื่อนึกถึงทหารยามที่ช่วยตนออกมา อาชูนิบัลรวบรวมความกล้าหยิบดาบของทหารที่ตายไปขึ้นมา "ฉัน..ฉัน..ไม่กลัวพวกแกหรอก ฉันต้องรอดไปให้ได้" อาชูนิบัลพูดเพื่อปลุกขวัญตัวเอง Matyr สองตัวแสยะยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพุ่งเข้ามาตะครุบเหยื่อตัวน้อย อาชูนิบัลเหวี่ยงดาบเข้าหา Matyr ตัวหนึ่งอย่างทุกลักทุเล ดูเหมือนดาบจะหนักเกินไปสำหรับเขา Matyr ตัวนั้นหลบได้อย่างง่ายดาย มันงับตัวดาบไว้แล้วสะบัดดาบจนหลุดจากมืออาชูนิบัล Matyr อีกตัวกระโจนเข้ามา อาชูนิบัลไม่มีที่หนีแล้ว

ฉัวะ!

เอ๋ง!!

จู่ๆ ก็มีใบมีดโผล่ออกจากกำแพงฟันเจ้า Matyr ตัวนั้นกระเด็นไป Matyr อีกตัวทิ้งดาบลงแล้วกระโจนเข้าหาเจ้าของใบมีด แต่มันกลับชนกับกำแพงเข้าอย่างจัง

"ระวังหน่อย..เจ้าหมาขี้เรื้อน" เสียงของบุรุษคนหนึ่งดังออกมาจากกำแพง เขาพุ่งตัวออกจากท่า Clocking แล้วตวัดใบมีดในมือฉับเดียวหัวของ Matyr ก็หลุดกระเด็นไป เขาเดินเข้ามาหาอาชูนิบัลที่ยืนอึ้งอยู่

"ปลอดภัยนะพะย่ะค่ะ เจ้าชาย" แอสแซสซินคนนั้นเอ่ยถาม เขาเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง ผมสีขาวยาวลงมาคลุมบ่า ดวงตาสีเขียวใสจ้องมองมาที่อาชูนิบัลอย่างไร้พิษภัย

"ท่านเป็นใครกัน.." เจ้าชายน้อยถามต่อ

แอสแซสซินคนนั้นคุกเข่าลงแล้วพูดกับอาชูนิบัล "กระหม่อมชื่อเซนเกียร์ เป็นหนึ่งในหน่วยพิเศษแห่งมอรอค ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองเมืองนี้ และตอนนี้กระหม่อมจะเป็นคนคุ้มครองพระองค์เอง รีบไปเถอะพะย่ะค่ะก่อนที่มอนสเตอร์จากปิรามิดจะยกโขยงกันมามากกว่านี้"

"เซนเกียร์ ..งั้นท่านรู้ไหมว่าเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ปลอดภัยรึเปล่า" อาชูนิบัลเขย่าตัวเซนเกียร์ เซนเกียร์ส่ายหน้า "ทั้งสองพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วพะย่ะค่ะ"

อาชูนิบัลแทบช็อค เขาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ "ไม่จริง...ไม่จริง ..ฉันไม่เชื่อ....ไม่จริง!!" เขาร้องไห้ใหญ่

"มันเป็นเรื่องจริงพะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าพระองค์ควรรีบออกไปจากที่นี่ เพราะพระองค์เป็นทายาทที่เหลือเพียงองค์เดียวของกษัตริย์แห่งมอรอค" แต่ไม่ว่าเซนเกียร์จะพูดอย่างไร อาชูนิบัลก็ไม่ยอมฟัง เซนเกียร์ไม่มีทางเลือกจึงตีท้ายทอยของเจ้าชายจนสลบ แล้วอุ้มเขาออกไป

รุ่งเช้าข่าวจากมอรอคได้กระจายมาถึงพรอนเทร่า การประชุมในท้องพระโรงดำเนินไปอย่างตึงเครียด ที่ประชุมมีมติให้ส่งหน่วยพิเศษแห่งพรอนเทร่าส่วนหนึ่งไปช่วยมอรอค พวกนิโคลัสเองก็เตรียมตัวจะไปสมทบเช่นกัน เลร่าดูจะวิตกกังวลมากกว่าใคร แต่ก่อนที่พวกเขาจะไปได้มีอโคไลท์คนหนึ่งวาร์ปมาที่หน้าประตูปราสาท นิโคลัสเห็นแล้วก็จำได้ทันที เขาเป็นคนที่ทำงานอยู่ที่กองกำลังระหว่างประเทศ

"เธอ ..คนของกองกำลังระหว่างประเทศมาทำอะไรที่นี่น่ะ" นิโคลัสถาม

"ผมมาส่งข่าวครับ" เขาทำหน้าตื่น "คือว่าตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นที่ มอรอค แล้วครับ"

"เรื่องที่มอนสเตอร์จากปิรามิดออกอาละวาดสินะ เรื่องนั้นพวกเรารู้แล้ว ท่านเมมนอสล่ะเขาส่งกำลังไปช่วยแล้วหรือยัง?"

อโคไลท์หนุ่มทำท่าอึกอักก่อนจะตอบ "ตอนนี้ทางเกฟเฟ่น ได้ส่งหน่วยพิเศษออกมาช่วยอีกแรงแล้วครับ ตอนนี้พวกเขาคงเดินทางไปถึงแล้ว"

"เดี๋ยวก่อน...เกฟเฟ่น งั้นหรือ แล้วทางกองกำลังของเราที่ อัล เดอ บาราน ล่ะ"

"คือ...ที่ทำการของเราก็ถูกโจมตีครับ จากมอนสเตอร์ใน Magma Dungeon กระทั่งจูโน่ก็โดนด้วยครับ"

"อะไรนะ!" นิโคลัสอุทาน ทุกคนก็ตกใจไม่แพ้กัน

"จูโน่...!!!" มิดิลใจเต้นไม่เป็นจังหวะ จูโน่เป็นบ้านเกิดของเธอ ครอบครัวและเพื่อนฝูงของเธออยู่ที่นั่น ...

"กองกำลังของเรามีคนประจำอยู่น้อย ส่วนใหญ่กระจายกำลังไปตามสถานที่ต่างๆ จึงกำลังเสียเปรียบอยู่ครับ ขอให้พวกคุณช่วยกลับไปที่อัล เดอ บาราน ตอนนี้เลยได้มั้ยครับ" คำพูดของอโคไลท์หนุ่มทำให้ทุกคนต่างลำบากใจ ไม่รู้จะไปช่วยทางไหนดี

"พวกท่านกลับไป อัล เดอ บารานเถอะ ส่วนเรื่องมอรอคทางเราจะขอความช่วยเหลือจากเมืองต่างๆ เอง" ครุซเซนอฟพูดขึ้น กลุ่มของนิโคลัสจึงตัดสินใจกลับอัล เดอ บาราน

"เดี๋ยวค่ะ ท่านนิโคลัส" เลร่าขัดขึ้น "กรุณาอนุญาตให้ฉันไปมอรอคจะได้มั้ยคะ" อัศวินสาวอ้อนวอน นิโคลัสเห็นสีหน้าของเลร่าก็เข้าใจดีจึงอนุญาต

"นี่ ๆๆ แล้วฉันล่ะ" ชาร์มีนพูดขึ้น "ฉันจะทำยังไงดีล่ะ"

"ถ้าเธอไม่มีที่ไป ก็อยู่กับพวกฉันซะที่นี่แหละ เธอจะรังเกียจมั้ยล่ะ" ควีเน่บอกชาร์มีน ซึ่งชาร์มีนเองก็ตกลง

"งั้นตกลงตามนี้ รีบไปเถอะขืนชักช้าจะไม่ทันการ" พูดจบนิโคลัสก็เปิดวาร์ปไปยังอัล เดอ บาราน ส่วนไอเว่นกับฟินิกซ์ก็เปิดวาร์ปเพื่อจะพาพวกหน่วยพิเศษรวมทั้งเลร่าไปยังมอรอค

เมืองอัล เดอ บาราน

เมื่อพวกนิโคลัสวาร์ปมาถึงที่ก็ต้องพบกับสภาพเมืองที่กำลังจะมอดไหม้ด้วยเปลวเพลิง มอนสเตอร์จาก Magma Dungeon ล้วนเป็นสมุนแห่งอัคคี พวกมันกำลังเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เหล่ากองกำลังระหว่างประเทศต่างช่วยกันต่อสู้กับทัพมอนสเตอร์ พวกเขาไม่รอช้ารีบเข้าไปในวงรบด้วยทันที

"ระวัง!! " เรซัสดึงตัวมิดิลให้พ้นจากกรงเล็บของหมียักษ์ ทั้งสองล้มลงไปด้วยกัน "ยัยบ้าเอ๊ย มัวเหม่ออะไรอยู่!!" เขาต่อว่ามิดิล

"ข..ขอโทษค่ะ" มิดิลตอบเสียงแผ่ว ใจของเธอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะยังคงเป็นห่วงจูโน่ มิดิลตัดสินใจลุกขึ้นไปหานิโคลัส "ท่านนิโคลัสคะ ฉันรู้ดีว่าควรแยกหน้าที่กับเรื่องส่วนตัว แต่ฉัน.."

"เธอไปเถอะมิดิล ที่นี่พวกเราจัดการได้" นิโคลัสพูดแทนราวกับอ่านใจออก

"จริงด้วย ไปเถอะมิดิล ไม่ต้องห่วงพวกเราหรอก แค่นี้กระจอกมาก" คลิฟพูดเป็นเชิงโอ้อวดเล็กน้อย

"แต่ตอนนี้ไม่มีพวกนักบวชว่างอยู่เลย เธอคงต้องเดินเท้าไปนะแต่ว่า...ไม่อยากให้เธอไปคนเดียวเลย.." มาเรียนพูดแสดงความเป็นห่วง

"งั้นผมไปกับมิดิลเอง" เรซัสเอ่ยขึ้น ทำเอาทุกคนอึ้งไปเล็กน้อยที่เห็นเขาอาสา เขาเองก็สังเกตเห็นสายตาที่จ้องมองเขา "มีปัญหาหรือ? ไม่มีฉันพวกนายคงจัดการได้ใช่มั้ย...?"ชายหนุ่มแสดงท่าทีหยิ่งยะโสจนทุกคนหมั่นไส้ มีแต่นิโคลัสที่แอบอมยิ้ม พอจะเดาออกว่าเขาเสแสร้ง

ว่าแล้วเรซัสกับมิดิลก็เดินทางออกจาก อัล เดอ บาราน มุ่งสู่จูโน่ทันที