Stage6-part1
posted on 30 Oct 2006 21:58 by natchi in Fic-HIATUSStage 6 ~ เค้าหายนะ
เดรกเยื้องย่างเข้ามาใกล้พวกเขาอย่างช้าๆ พร้อมกับเหล่าลูกเรือโครงกระดูกด้านหลัง ดวงตาสีแดงดั่งโลหิตจ้องพวกเขาตาไม่กระพริบ เดรกเผยรอยยิ้มเหี้.ยมเกรียมบนใบหน้าสีม่วงคล้ำที่ผิวหนังแห้งกรังจนเห็นส่วนโค้งของกระดูกที่นูนขึ้นมา เหล่าลูกน้องโครงกระดูกต่างแสยะยิ้ม พวกเรซัสกำอาวุธไว้ในมือแน่น เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาบนใบหน้า เดรกมองสีหน้าตึงเครียดของพวกเขาแล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมา
" ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ" เสียงหัวเราะของเดรกดังก้องไปทั่วเรือ เหล่าลูกเรือโครงกระดูกก็หัวเราะต่อกันเป็นทอดๆ ทำเอาพวกเซัสงุนงงอย่างยิ่ง
"เลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้นซะที เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก ข้าไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อพวกเจ้า เมื่อครู่พวกเจ้าก็เห็นว่าข้าช่วยพวกเจ้าจากเกาะนั่น" เดรกกล่าวพร้อมฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร ถึงแม้ว่ามันจะแลดูน่าขนลุกเสียมากกว่า "เอ้า! มัวยืนทื่ออะไรอยู่ พรีสคนนั้นท่าทางอาการหนักอยู่นา พาเขาเข้าไปในเรือดิ๊ แล้วพวกเจ้าก็ไปพักผ่อนซะด้วย" เดรกสั่งให้ Wraith สองตัวนำทางพวกเขาไป แต่ฟินิกซ์พูดขัดจังหวะขึ้นมา
"เดี๋ยวก่อน พวกเราจะเชื่อแกได้ยังไงว่าแกไม่ได้คิดทำร้ายเรา" ฟินิกซ์กล่าว ในใจเขาและพรรคพวกยังคงมีแต่ความระแวง เดรกขยับหมวกของตนก่อนจะพูดว่า "ข้าเองก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันว่ะ จะทำให้พวกเจ้าเชื่อใจเนี่ย ..เอางี้ ถ้าไม่พอใจที่จะไปกับข้าก็โดดลงทะเลไปเลยแล้วกัน ถ้าใครคิดจะอยู่ก็ตามลูกน้องข้าเข้าไปในเรือ" พูดจบเดรกก็หันหลังแล้วเดินไปหัวเรือ ทิ้งให้พวกเรซัสยืนอยู่อย่างนั้น
"เอาไงดีล่ะ ?" ควีเน่ถามความเห็น
ชาร์มีนชิงพูดขึ้นมาก่อนใคร "บอกไว้ก่อนนะ ใครจะโดดลงทะเลก็โดดไป ฉันจะอยู่ที่นี่แหละฉันไม่ยอมไปนอนลอยคอในทะเลให้ปลาตอดเล่นหรอก"
"ฉันว่าไปกับเขาก่อนแล้วกัน ฉันเป็นห่วงท่านนิโคลัส อยากให้ท่านมีที่พักผ่อนอาการจะได้ดีขึ้น" มาเรียนพูดพลางมองไปที่นิโคลัสซึ่งยังไม่ได้สติ แผลที่ถูกแทงก็ยังไม่สมานกันดี
พวกเขาตาม Wraith สองตัวเข้าไปในเรือ Wraith ทั้งสองพาพวกเขาไปที่ห้องรับรองภายในเรือ ถึงสภาพห้องจะดูเก่าคร่ำคร่า แต่ก็สะอาดเรียบร้อยเหมือนมีคนคอยเช็ดถูอยู่ตลอด ไอเว่นกับมาเรียนพยุงนิโคลัสให้นอนลงบนเตียงแล้วนั่งเฝ้าดูอาการ ส่วนคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไป มิดิลออกมาที่ดาดฟ้าเรือ เหล่าลูกเรือโครงกระดูกยิ้มยิงฟันทักทายเธอ มิดิลคิดในใจ "ถึงตอนแรกจะดูน่ากลัวแต่ดูๆ ไปพวกเขาก็น่ารักดีเหมือนกันนะ" มิดิลยิ้มตอบพวกลูกเรือเช่นกัน
"ไง แม่สาวน้อย" เดรกเดินเข้ามากล่าวทักทายมิดิล
"เอ่อ...คุณเดรก" มิดิลพูดขัดๆ เธอเกร็งไปทั้งตัวเมื่อได้เห็นเดรกใกล้ๆ รูปร่างที่สูงใหญ่ ท่าเดินที่มั่นคงช่างดูน่าเกรงขามนัก
"เรียกข้าว่ากัปตัน..กัปตันเดรก สาวน้อย" เดรกกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"ค่ะ กัปตันเดรก" เดรกมีสีหน้าพึงพอใจกับคำเรียกขานนั้น มิดิลเงียบไปพักหนึ่ง กัปตันเดรกจึงหันไปดูการทำงานของลูกเรือ
"กัปตันเดรกคะ คือฉันมีเรื่องอยากถามน่ะค่ะ" มิดิลเอ่ยปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ
"ว่ามาสิ" เดรกตอบสั้นๆ เขายังคงดูการทำงานของลูกเรือของเขาอยู่
"คือว่า ทำไมคุณถึงช่วยพวกเราล่ะคะ ทั้งๆ ที่คุณ...."
"ทั้งๆ ที่ข้าเป็นปิศาจเหมือนเจ้า Turtle General ใช่มั้ย" เดรกละสายตาจากลูกเรือแล้วพูดแทรก มิดิลพยักหน้ารับ
เดรกถอนหายใจอย่างเซ็งๆ "ทำไมนะ พวกมนุษย์ถึงชอบมองพวกเราเป็นเทือกเถาเหล่ากอเดียวกันไปหมด ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นปิศาจเหมือนกัน แต่พวกเราก็ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง ใช่ว่าเราจะต้องคิดอะไรไปใรทางเดียวกันหมด เรื่องสนธิ..วิญญา..สัญญา...เอ่อ..อะไรน้า" เดรกทำท่าคิด
"สนธิสัญญาสันติภาพค่ะ" มิดิลพูดแทน
"อ้อใช่!! สนธิ-สัญญา - สัน-ติภาพ" เดรกพูดอย่างไม่คล่องปากนัก "พวกเราอยู่ภายใต้สัญญานั่นมาเป็นร้อยๆ ปีก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร แต่ไ.อ้เต่าแก่นั่นกลับทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมาได้ ข้าละไม่เข้าใจมันจริงจริ๊ง " เดรกส่ายหน้าอย่างระอาเต็มที
"นี่หรอคะเหตุผลที่คุณช่วยพวกเรา?" มิดิลถามต่อ
"อืม...มันก็เป็นเหตุผลนึงล่ะนะ แต่มีอีกอย่างนึง" เดรกตอบ มิดิลยืนนิ่งรอคำตอบ
"ข้าเกลียดขี้หน้ามัน!" คำพูดของเดรกทำให้มิดิลขำออกมาทันที
"นี่คือเหตุผลหลักสินะคะ" เธอถามเดรกด้วยสีหน้าขบขัน
"ถูกต้อง!!" เดรกพูดอย่างภูมิใจในคำตอบ
"แล้วคุณรู้ได้ยังไงคะว่าพวกเราอยู่ที่นั่น " มิดิลถามด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้น ตอนนี้อาการเกร็งของเธอได้หายเป็นปลิดทิ้ง
เดรกยิ้มที่มุมปากแล้วผิวปากเป็นเสียงเหมือนนกหวีด ทันใดนั้นอีกาขนสีดำทมึนบินโผลงมาจากเสากระโดงเรือ มาเกาะที่ไหล่ของเดรก เดรกลูบขนสีดำสนิทของมันอย่างเอ็นดู
"นี่คือ มาเปิล สัตว์เลี้ยงที่น่ารักของข้า มันนี่แหละที่เป็นตัวคอยสืบข่าวให้ข้า เรื่องในท้องทะเลน่ะไม่เคยพ้นสายตามันหรอก" เดรกพูดอวดสรรพคุณของมาเปิลเป็นการใหญ่ ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงเอะอะดังมาจากท้ายเรือ
โครม!!! ตึง!
"เสียงอะไรน่ะ ! " มิดิลรีบวิ่งไปยังท้ายเรือทันที เมื่อเธอไปถึงก็เห็นเรซัสลงไปนอนกองกับพื้น มาร์คัสกระชากคอเสื้อเขาขึ้นมาแล้วปล่อยหมัดเข้าที่หน้าของเรซัสล้มลงไปอีกรอบ โดยมีเลร่า ฟินิกซ์ ควีเน่ คลิฟ และ ชาร์มีนยืนดูอยู่รอบๆ ด้วยสีหน้ากระวนกระวาย มิดิลวิ่งเข้าไปหาเลร่า
"พี่เลร่า...นี่มันอะไรกัน?!" มิดิลถามเลร่าที่ยืนดูอยู่ข้างๆ
"ก็เรื่องของคุณเกรเกอร์น่ะสิ คุณมาร์คัสโมโหเรซัสมากบอกว่าเขาเป็นต้นเหตุให้เกรเกอร์ตาย เขาก็เลยอาละวาดใส่เรซัส ส่วนเรซัสก็ไม่ยอมตอบโต้อะไรเลยเหมือนเขาจะยอมรับหมัดของมาร์คัสฝ่ายเดียว" มิดิลได้ฟังแล้วก็เข้าใจได้ทันที เรซัสเองคงเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงยอมรับหมัดของมาร์คัสเพื่อเป็นการไถ่โทษนี่เป็นความสมัครใจของเขาเองดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง
พลัก!! เรซัสโดนเข้าไปอีกหมัด ชาร์มีนเอามือกุมปากอย่างหวาดๆ ไปด้วย
"พอเถอะค่ะ คุณมาร์คัส ทำแบบนี้จะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา!!" มิดิลร้องตะโกน เรซัสถูกชกล้มลงไปอีกครั้งจนมิดิลทนเฉยไม่ได้อีกแล้วจึงเข้าไปกั้นกลางระหว่างเขา และมาร์คัส
"ถอยไปมิดิล เธอจะปกป้องมันไปทำไมไม่ใช่เพราะมันหรอกหรอพวกเราถึงตกที่นั่งลำบาก และเกรเกอร์เลยต้องตายน่ะ รู้บ้างรึเปล่าว่าฉันต้องทนดูเพื่อนของฉัน เหล่านายทหารของฉันที่สังเวยชีวิตไปกี่คนแล้ว" มาร์คัสจ้องเขม็งไปที่เรซัส "คนอย่างแกจะเข้าใจอะไร แกมันไม่เคยรู้สึกรู้สากับความเดือดร้อนของคนอื่นอยู่แล้วนี่ มิดิล ฉันจะบอกเป็นครั้งสุดท้าย หลีกไป! ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันใจร้ายนะ" มาร์คัสโกรธจนขาดสติเสียแล้วถ้ามิดิลไม่ยอมหลีกเธอคงถูกลูกหลงไปด้วยแน่ เรซัสลุกขึ้นมาเช็ดเลือดที่มุมปาก เขาทำตาขวางจ้องมองมาร์คัส
"นายจะชกฉันหรือทำอะไรฉันก็ไม่ว่า แต่ถ้านายคิดจะพาลไปถึงคนอื่นละก็ฉันไม่อยู่เฉยแน่" เขาเค้นเสียง ทั้งสองจ้องตากันอยู่พักใหญ่ ฟินิกซ์ คลิฟ ชาร์มีน และควีเน่ ที่ยืนดูอยู่ต่างตึงเครียดไปตามๆ กัน เลร่าพามิดิลออกห่างจากมาร์คัสและเรซัส
"เอ้า..จะต่อได้รึยังล่ะ หมัดเมื่อกี๊ยังเบาๆ อยู่เลยนะ หรือว่านั่นสุดแรงของนายแล้ว?" เรซัสใช้วาจาท้าทาย ทำเหมือนเขาไม่สะทกสะท้านกับหมัดของมาร์คัสแม้แต่น้อย มาร์คัสกระชากคอเสื้อเขาและเงื้อมือจะชกอีกที เลร่า และมิดิลเบือนหน้าหนีเพราะทนดูไม่ได้
"หยุดนะ!!" เสียงทุ้มต่ำของเดรกดังก้องมาจากด้านหลังทำให้มาร์คัสต้องชะงัก เดรกเดินเข้ามาใกล้ๆ พวกเขา
"ในฐานะกัปตันเของรือลำนี้ ข้าไม่ต้องการให้มีการชกต่อยกันบนเรือของข้า ปล่อยเขาซะ!" เดรกพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
"แกนั่นแหละ ถอยไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก ไ.อ้โจรสลัดผี!!" มาร์คัสตะคอกใส่เดรก พริบตานั้นมาร์คัสก็ต้องสะอึก เพราะดาบของเดรกพุ่งเข้ามาจ่อที่คอหอยของเขา มันรวดเร็วจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสะท้อนจากคมดาบ ทุกคนต่างตกตะลึงพูดไม่ออกไปตามๆ กัน เว้นแต่เหล่าลูกเรือของเดรกที่ยิ้มกริ่มอย่างชอบใจ
"ข้าคือ กัปตันเดรก ไม่ใช่ 'ไ.อ้โจรสลัดผี' จำไว้แล้วทีหลังอย่าเรียกผิดอีกนะไ.อ้หนู.." เดรกกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
"ก..แก บังอาจเรียกฉันว่าไ.อ้หนูเรอะ คิดว่าเอาดาบจ่อคอแล้วฉันจะกลัวรึไง!!" มาร์คัสตะเบ็งเสียง
เดรกจ่อดาบไปไกล้คอของมาร์คัสมากขึ้น "ทำไมข้าจะเรียกแกว่าไ.อ้หนูไม่ได้ ตอนที่ข้าออกล่องเรือผจญภัยในทะเลอันกว้างใหญ่บรรพบุรุษแกคงยังเป็นวุ้นอยู่ด้วยซ้ำ ข้าบอกแล้วว่าข้าคือกัปตัน ดังนั้นอย่ามากำแหงบนเรือของข้า" พูดจบเดรกก็ลดดาบลง มาร์คัสเดินเข้าไปในเรืออย่างหัวเสีย คนอื่น ก็ค่อยๆ เดินกลับห้องตัวเองทีละคน ส่วนพวกลูกเรือก็ถูกเดรกไล่กลับไปทำงานต่อ ขณะนี้เหลือเพียงเรซัส กับมิดิล เท่านั้นที่ยังยืนอยู่
"เป็นไงบ้าง" มิดิลเอ่ยถาม
"แค่นี้เรื่องเล็ก เธอไปก่อนเถอะ ฉันอยากนั่งเงียบๆ ซักพัก" มิดิลได้ยินดังนั้นก็ปล่อยให้เรซัสอยู่คนเดียวเงียบๆ อย่างที่เค้าขอ
เรซัสนั่งตากลมอยู่นาน ลมทะเลพัดกระทบใบหน้าคงทำให้รู้สึกปวดแผลนิดๆ แต่สมองเขาตอนนี้ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดแล้ว เขามองดูเหล่ากะลาสีโครงกระดูกที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็งด้วยสายตาเลื่อนลอย
"ไงเจ้าหนู หาทางออกเจอรึยังล่ะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเรซัส แต่เรซัสทำท่าเฉยเมยโดยที่สายตายังคงเหม่อมองออกไปที่ผืนน้ำสีคราม
"ท่าทางจะยังสินะ" กัปตันเดรกผู้เป็นเจ้าของเสียง นั่งลงข้างๆ เรซัส
"ทางอะไร ? " เรซัสพูดขึ้น
"ถามข้าเรอะ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ" เดรกเอามือประสานไว้ที่หลังหัวแล้วเอนตัวพิงถังไม้โอ๊กที่อยู่ด้านหลัง "เพียงแต่เห็นเจ้าทำหน้าเหมือนเด็กหลงทางในเขาวงกตเลยถามดูก็เท่านั้น" เดรกพูดพลางเหยียดตัวแก้เมื่อย
"ไร้สาระ" เรซัสพูดอย่างรำคาญ แล้วหันหน้าไปทางอื่น
"ก็จริงล่ะนะ ข้ามันไร้สาระ .....แต่เจ้าน่ะ มันไร้ค่า..." คำพูดของเดรกเสียดแทงหูเรซัสอย่างยิ่ง
"แกว่าไงนะ !" เรซัสลุกขึ้นด้วยความโมโห
"ต้องให้ข้าพูดซ้ำอีกรึไง ไม่รู้สึกตัวเลยรึว่าสภาพตัวเองตอนนี้มันน่าสมเพศขนาดไหน เจ้าคิดว่าทำอย่างนี้ดีแล้วรึไง"
"มันเรื่องของฉัน!" เรซัสตวาด
"จริงสินะ มันเรื่องของเจ้า ชีวิตของใคร คนนั้นก็ต้องตัดสินเอง" เดรกลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป เขาเหล่มองเรซัสเล็กน้อย "ถามตัวเองให้ดีๆ ก็แล้วกัน" แล้วเดรกก็เดินจากไป ทิ้งให้เรซัสครุ่นคิดถึงคำพูดสุดท้ายนั้น
เรซัสยังคงยืนอยู่ที่เดิมจนพระอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าเริ่มมืดลง สักพักมาเรียนก็เดินมาเรียกเขา
"มีอะไร" เรซัสถามห้วนๆ
"ท่านนิโคลัสฟื้นแล้ว" มาเรียนตอบ ดวงตาของเรซัสเบิกกว้างขึ้น มาเรียนพูดต่อด้วยเสียงเรียบๆ "ท่านอยากพบเธอน่ะ"
ก๊อก !!..ก๊อก .!!..ก๊อก..!!
"เข้ามาสิ" เสียงพรีสเฒ่าแว่วออกมาจากข้างในห้อง เรซัสเปิดประตูเข้ามา นิโคลัสที่นอนอยู่พยุงตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
"ฉันได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากมาเรียนและ ไอเว่นแล้ว เธอทำได้ดีมากเลยนะที่ช่วยทุกคนออกมาได้" นิโคลัสพูด เรซัสพูดอะไรไม่ออก เขาไม่รู้สึกดีใจกับคำชมเลยแม้แต่นิดเดียว
"มาใกล้ๆ สิ" นิโคลัสกวักมือเรียกเรซัส เขาเดินเข้าไปยืนข้างๆ เตียงนิโคลัส "ก้มลงมาหน่อยสิ" พรีสเฒ่าพูด เรซัสก้มลงตามที่พรีสเฒ่าบอก นิโคลัสยื่นมือข้างหนึ่งไปแตะที่หน้าเรซัส
"Heal .." นิโคลัสร่ายมนต์รักษาให้เรซัส แผลที่ใบหน้าของเขาจางหายไปอย่างรวดเร็ว เรซัสมองนิโคลัสด้วยสีหน้าแปลกใจ
"ท่าน...." เรซัสกำลังจะพูดแต่นิโคลัสขัดขึ้นมาซะก่อน
"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น" เรซัสจึงเงียบ นิโคลัสพูดต่อ "จริงอยู่ที่งานของเราล้มเหลวสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเธอ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดหมดหรอกนะ ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งฉันและคนอื่นๆ ก็มีส่วนด้วยฉะนั้น อย่าได้แบกความผิดไว้คนเดียว การที่เธอรู้สึกสำนึกเสียใจนั่นก็เหมือนกับได้รับโทษแล้ว ที่สำคัญเธอเองก็กลับมาช่วยพวกเราออกมาได้ด้วยไม่ใช่รึ" นิโคลัสจ้องมองดวงตาของเรซัสที่บัดนี้นัยน์ตาสองสีของนักเวทย์หนุ่มไม่ฉายแววความอวดดี หรือดูถูกดูแคลนอีกแล้ว นิโคลัสยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนพ่อที่ภูมิใจในตัวลูกชาย
"งั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความผิดพลาดอีกต่อไปแล้วนะ" คำพูดนี้ของนิโคลัสเหมือนแสงสว่างผ่านเข้ามาในดวงตาเรซัส ความสับสนในใจเขาได้หายไปแล้ว
"ครับ.." เรซัสตอบเสียงหนักแน่นแล้วโค้งศีรษะเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพนิโคลัส แล้วเขาก็เดินออกจากห้องไปโดยนิโคลัสมองตามเขาพร้อมรอยยิ้ม "เพชรเม็ดงามเริ่มส่องประกายแล้ว" พรีสเฒ่ารำพัน
เรซัสเดินออกมาที่ดาดฟ้าเรือและพบว่าเดรกยืนรอเขาอยู่
"ไง ..คงเจอทางออกแล้วสินะ" เดรกถาม
"ไม่รู้สิ" เรซัสตอบโดยมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า "ทางที่เลือกไว้อาจจะไม่ใช่ทางออก แต่ยังไงก็ต้องเดินต่อไป" ท่าทางของเขาดูหนักแน่น
" โฮ่....เข้าไปไม่กี่นาทีเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ" เดรกพูดพลางเอามือตบลงบนฝาถังไวน์ "แบบนี้ค่อยน่าชวนดื่มหน่อย"
"ดื่มกับกัปตันโจรสลัดเรอะ น่าสนใจดีนี่" เรซัสพูด ขณะที่ทั้งสองกำลังจะดื่มเหล้า มาเปิลอีกาของเดรกก็บินโฉบลงมาเกาะที่แขนของผู้เป็นนาย ดูเหมือนเดรกกับมาเปิลกำลังสื่อสารกันด้วยรหัสลับบางอย่าง สักพักเดรกก็ปล่อยให้มาเปิลบินจากไป
"สงสัยวันนี้คงก๊งเหล้ากันไม่ได้ซะแล้ว" เดรกมีสีหน้าตึงเครียด
"เกิดอะไรขึ้น" เรซัสถาม
"ตอนนี้ Alberta กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว เรื่องระหว่าง Prontera กับ Turtle Island ทำให้ชาวเมืองแตกตื่นจนอพยพไปอยู่เมืองอื่น เพราะเมืองท่าอิสระที่ไม่มีกองกำลังประจำอย่าง Alberta คงไม่สามารถป้องกันอันตรายจากพวกมอนสเตอร์ได้ถ้าการต่อสู้ลุกลามมาถึง แม้แต่สมาคมพ่อค้าก็ย้ายไปอยู่ที่ Comodo ดูเหมือนว่าเราต้องเปลี่ยนเส้นทางซะแล้วล่ะ เราจะไปที่ Izlude แทน"
" Izlude! น่านน้ำแถวเมือง Izlude น่ะ มีพวกมอนสเตอร์เกาะ Byalan ออกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมดเลยนะ" เรซัสพูด
"น่ากลัวจะไม่ใช่แค่น่านน้ำแล้วน่ะสิ พวกมันขึ้นบกไปก่อกวนในเมือง Izlude ด้วย"
"แล้วตอนนี้เมือง Izlude เป็นยังไงบ้าง" เรซัสเองก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเช่นกัน
"กองกำลังแห่ง Izlude สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว แต่มอนสเตอร์ที่สุมอยู่แถวน่านน้ำคงยังไม่ถูกกำจัด ซึ่งเราจะไปตามเส้นทางนั้น" พูดจบเดรกก็หันไปสั่งการลูกเรือให้เปลี่ยนเส้นทางทันที เหล่ากะลาสีรับคำอย่างแข็งขันและปฏิบัติหน้าที่ของตน บ้างช่วยกันหันใบเรือรับลม บ้างควบคุมหางเสือเรือ บ้างช่วยกันยกของ ส่งของให้กัน พวกต้นหนก็ขึ้นไปบนเสากระโดงคอยดูทิศทาง เบื้องหน้าเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ลิบๆ "พายุใหญ่กำลังมา" เดรกพูดกับตัวเองเบาๆ เรซัสที่ยืนดูอยู่ข้างๆ "พายุใหญ่" คำนี้ก้องกังวาลอยู่ในหัวเขา