Fic-HIATUS

Stage6-part1

posted on 30 Oct 2006 21:58 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage 6 ~ เค้าหายนะ

เดรกเยื้องย่างเข้ามาใกล้พวกเขาอย่างช้าๆ พร้อมกับเหล่าลูกเรือโครงกระดูกด้านหลัง ดวงตาสีแดงดั่งโลหิตจ้องพวกเขาตาไม่กระพริบ เดรกเผยรอยยิ้มเหี้.ยมเกรียมบนใบหน้าสีม่วงคล้ำที่ผิวหนังแห้งกรังจนเห็นส่วนโค้งของกระดูกที่นูนขึ้นมา เหล่าลูกน้องโครงกระดูกต่างแสยะยิ้ม พวกเรซัสกำอาวุธไว้ในมือแน่น เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาบนใบหน้า เดรกมองสีหน้าตึงเครียดของพวกเขาแล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมา

" ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ" เสียงหัวเราะของเดรกดังก้องไปทั่วเรือ เหล่าลูกเรือโครงกระดูกก็หัวเราะต่อกันเป็นทอดๆ ทำเอาพวกเซัสงุนงงอย่างยิ่ง

"เลิกทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนั้นซะที เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก ข้าไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อพวกเจ้า เมื่อครู่พวกเจ้าก็เห็นว่าข้าช่วยพวกเจ้าจากเกาะนั่น" เดรกกล่าวพร้อมฉีกยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร ถึงแม้ว่ามันจะแลดูน่าขนลุกเสียมากกว่า "เอ้า! มัวยืนทื่ออะไรอยู่ พรีสคนนั้นท่าทางอาการหนักอยู่นา พาเขาเข้าไปในเรือดิ๊ แล้วพวกเจ้าก็ไปพักผ่อนซะด้วย" เดรกสั่งให้ Wraith สองตัวนำทางพวกเขาไป แต่ฟินิกซ์พูดขัดจังหวะขึ้นมา

"เดี๋ยวก่อน พวกเราจะเชื่อแกได้ยังไงว่าแกไม่ได้คิดทำร้ายเรา" ฟินิกซ์กล่าว ในใจเขาและพรรคพวกยังคงมีแต่ความระแวง เดรกขยับหมวกของตนก่อนจะพูดว่า "ข้าเองก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกันว่ะ จะทำให้พวกเจ้าเชื่อใจเนี่ย ..เอางี้ ถ้าไม่พอใจที่จะไปกับข้าก็โดดลงทะเลไปเลยแล้วกัน ถ้าใครคิดจะอยู่ก็ตามลูกน้องข้าเข้าไปในเรือ" พูดจบเดรกก็หันหลังแล้วเดินไปหัวเรือ ทิ้งให้พวกเรซัสยืนอยู่อย่างนั้น

"เอาไงดีล่ะ ?" ควีเน่ถามความเห็น

ชาร์มีนชิงพูดขึ้นมาก่อนใคร "บอกไว้ก่อนนะ ใครจะโดดลงทะเลก็โดดไป ฉันจะอยู่ที่นี่แหละฉันไม่ยอมไปนอนลอยคอในทะเลให้ปลาตอดเล่นหรอก"

"ฉันว่าไปกับเขาก่อนแล้วกัน ฉันเป็นห่วงท่านนิโคลัส อยากให้ท่านมีที่พักผ่อนอาการจะได้ดีขึ้น" มาเรียนพูดพลางมองไปที่นิโคลัสซึ่งยังไม่ได้สติ แผลที่ถูกแทงก็ยังไม่สมานกันดี

พวกเขาตาม Wraith สองตัวเข้าไปในเรือ Wraith ทั้งสองพาพวกเขาไปที่ห้องรับรองภายในเรือ ถึงสภาพห้องจะดูเก่าคร่ำคร่า แต่ก็สะอาดเรียบร้อยเหมือนมีคนคอยเช็ดถูอยู่ตลอด ไอเว่นกับมาเรียนพยุงนิโคลัสให้นอนลงบนเตียงแล้วนั่งเฝ้าดูอาการ ส่วนคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไป มิดิลออกมาที่ดาดฟ้าเรือ เหล่าลูกเรือโครงกระดูกยิ้มยิงฟันทักทายเธอ มิดิลคิดในใจ "ถึงตอนแรกจะดูน่ากลัวแต่ดูๆ ไปพวกเขาก็น่ารักดีเหมือนกันนะ" มิดิลยิ้มตอบพวกลูกเรือเช่นกัน

"ไง แม่สาวน้อย" เดรกเดินเข้ามากล่าวทักทายมิดิล

"เอ่อ...คุณเดรก" มิดิลพูดขัดๆ เธอเกร็งไปทั้งตัวเมื่อได้เห็นเดรกใกล้ๆ รูปร่างที่สูงใหญ่ ท่าเดินที่มั่นคงช่างดูน่าเกรงขามนัก

"เรียกข้าว่ากัปตัน..กัปตันเดรก สาวน้อย" เดรกกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

"ค่ะ กัปตันเดรก" เดรกมีสีหน้าพึงพอใจกับคำเรียกขานนั้น มิดิลเงียบไปพักหนึ่ง กัปตันเดรกจึงหันไปดูการทำงานของลูกเรือ

"กัปตันเดรกคะ คือฉันมีเรื่องอยากถามน่ะค่ะ" มิดิลเอ่ยปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ

"ว่ามาสิ" เดรกตอบสั้นๆ เขายังคงดูการทำงานของลูกเรือของเขาอยู่

"คือว่า ทำไมคุณถึงช่วยพวกเราล่ะคะ ทั้งๆ ที่คุณ...." 

"ทั้งๆ ที่ข้าเป็นปิศาจเหมือนเจ้า Turtle General ใช่มั้ย" เดรกละสายตาจากลูกเรือแล้วพูดแทรก มิดิลพยักหน้ารับ

เดรกถอนหายใจอย่างเซ็งๆ "ทำไมนะ พวกมนุษย์ถึงชอบมองพวกเราเป็นเทือกเถาเหล่ากอเดียวกันไปหมด ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นปิศาจเหมือนกัน แต่พวกเราก็ต่างมีเป้าหมายของตัวเอง ใช่ว่าเราจะต้องคิดอะไรไปใรทางเดียวกันหมด เรื่องสนธิ..วิญญา..สัญญา...เอ่อ..อะไรน้า" เดรกทำท่าคิด

"สนธิสัญญาสันติภาพค่ะ" มิดิลพูดแทน

"อ้อใช่!! สนธิ-สัญญา - สัน-ติภาพ" เดรกพูดอย่างไม่คล่องปากนัก "พวกเราอยู่ภายใต้สัญญานั่นมาเป็นร้อยๆ ปีก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร แต่ไ.อ้เต่าแก่นั่นกลับทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมาได้ ข้าละไม่เข้าใจมันจริงจริ๊ง " เดรกส่ายหน้าอย่างระอาเต็มที

"นี่หรอคะเหตุผลที่คุณช่วยพวกเรา?" มิดิลถามต่อ

"อืม...มันก็เป็นเหตุผลนึงล่ะนะ แต่มีอีกอย่างนึง" เดรกตอบ มิดิลยืนนิ่งรอคำตอบ

"ข้าเกลียดขี้หน้ามัน!" คำพูดของเดรกทำให้มิดิลขำออกมาทันที

"นี่คือเหตุผลหลักสินะคะ" เธอถามเดรกด้วยสีหน้าขบขัน

"ถูกต้อง!!" เดรกพูดอย่างภูมิใจในคำตอบ

"แล้วคุณรู้ได้ยังไงคะว่าพวกเราอยู่ที่นั่น " มิดิลถามด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้น ตอนนี้อาการเกร็งของเธอได้หายเป็นปลิดทิ้ง

เดรกยิ้มที่มุมปากแล้วผิวปากเป็นเสียงเหมือนนกหวีด ทันใดนั้นอีกาขนสีดำทมึนบินโผลงมาจากเสากระโดงเรือ มาเกาะที่ไหล่ของเดรก เดรกลูบขนสีดำสนิทของมันอย่างเอ็นดู

"นี่คือ มาเปิล สัตว์เลี้ยงที่น่ารักของข้า มันนี่แหละที่เป็นตัวคอยสืบข่าวให้ข้า เรื่องในท้องทะเลน่ะไม่เคยพ้นสายตามันหรอก" เดรกพูดอวดสรรพคุณของมาเปิลเป็นการใหญ่ ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้นก็มีเสียงเอะอะดังมาจากท้ายเรือ

โครม!!! ตึง!

"เสียงอะไรน่ะ ! " มิดิลรีบวิ่งไปยังท้ายเรือทันที เมื่อเธอไปถึงก็เห็นเรซัสลงไปนอนกองกับพื้น มาร์คัสกระชากคอเสื้อเขาขึ้นมาแล้วปล่อยหมัดเข้าที่หน้าของเรซัสล้มลงไปอีกรอบ โดยมีเลร่า ฟินิกซ์ ควีเน่ คลิฟ และ ชาร์มีนยืนดูอยู่รอบๆ ด้วยสีหน้ากระวนกระวาย มิดิลวิ่งเข้าไปหาเลร่า

"พี่เลร่า...นี่มันอะไรกัน?!" มิดิลถามเลร่าที่ยืนดูอยู่ข้างๆ

"ก็เรื่องของคุณเกรเกอร์น่ะสิ คุณมาร์คัสโมโหเรซัสมากบอกว่าเขาเป็นต้นเหตุให้เกรเกอร์ตาย เขาก็เลยอาละวาดใส่เรซัส ส่วนเรซัสก็ไม่ยอมตอบโต้อะไรเลยเหมือนเขาจะยอมรับหมัดของมาร์คัสฝ่ายเดียว" มิดิลได้ฟังแล้วก็เข้าใจได้ทันที เรซัสเองคงเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงยอมรับหมัดของมาร์คัสเพื่อเป็นการไถ่โทษนี่เป็นความสมัครใจของเขาเองดังนั้นไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง

พลัก!! เรซัสโดนเข้าไปอีกหมัด ชาร์มีนเอามือกุมปากอย่างหวาดๆ ไปด้วย

"พอเถอะค่ะ คุณมาร์คัส ทำแบบนี้จะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา!!" มิดิลร้องตะโกน เรซัสถูกชกล้มลงไปอีกครั้งจนมิดิลทนเฉยไม่ได้อีกแล้วจึงเข้าไปกั้นกลางระหว่างเขา และมาร์คัส

"ถอยไปมิดิล เธอจะปกป้องมันไปทำไมไม่ใช่เพราะมันหรอกหรอพวกเราถึงตกที่นั่งลำบาก และเกรเกอร์เลยต้องตายน่ะ รู้บ้างรึเปล่าว่าฉันต้องทนดูเพื่อนของฉัน เหล่านายทหารของฉันที่สังเวยชีวิตไปกี่คนแล้ว" มาร์คัสจ้องเขม็งไปที่เรซัส "คนอย่างแกจะเข้าใจอะไร แกมันไม่เคยรู้สึกรู้สากับความเดือดร้อนของคนอื่นอยู่แล้วนี่ มิดิล ฉันจะบอกเป็นครั้งสุดท้าย หลีกไป! ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันใจร้ายนะ" มาร์คัสโกรธจนขาดสติเสียแล้วถ้ามิดิลไม่ยอมหลีกเธอคงถูกลูกหลงไปด้วยแน่ เรซัสลุกขึ้นมาเช็ดเลือดที่มุมปาก เขาทำตาขวางจ้องมองมาร์คัส

"นายจะชกฉันหรือทำอะไรฉันก็ไม่ว่า แต่ถ้านายคิดจะพาลไปถึงคนอื่นละก็ฉันไม่อยู่เฉยแน่" เขาเค้นเสียง ทั้งสองจ้องตากันอยู่พักใหญ่ ฟินิกซ์ คลิฟ ชาร์มีน และควีเน่ ที่ยืนดูอยู่ต่างตึงเครียดไปตามๆ กัน เลร่าพามิดิลออกห่างจากมาร์คัสและเรซัส

"เอ้า..จะต่อได้รึยังล่ะ หมัดเมื่อกี๊ยังเบาๆ อยู่เลยนะ หรือว่านั่นสุดแรงของนายแล้ว?" เรซัสใช้วาจาท้าทาย ทำเหมือนเขาไม่สะทกสะท้านกับหมัดของมาร์คัสแม้แต่น้อย มาร์คัสกระชากคอเสื้อเขาและเงื้อมือจะชกอีกที เลร่า และมิดิลเบือนหน้าหนีเพราะทนดูไม่ได้

"หยุดนะ!!" เสียงทุ้มต่ำของเดรกดังก้องมาจากด้านหลังทำให้มาร์คัสต้องชะงัก เดรกเดินเข้ามาใกล้ๆ พวกเขา

"ในฐานะกัปตันเของรือลำนี้ ข้าไม่ต้องการให้มีการชกต่อยกันบนเรือของข้า ปล่อยเขาซะ!" เดรกพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

"แกนั่นแหละ ถอยไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแก ไ.อ้โจรสลัดผี!!" มาร์คัสตะคอกใส่เดรก พริบตานั้นมาร์คัสก็ต้องสะอึก เพราะดาบของเดรกพุ่งเข้ามาจ่อที่คอหอยของเขา มันรวดเร็วจนมองไม่เห็นแม้แต่แสงสะท้อนจากคมดาบ ทุกคนต่างตกตะลึงพูดไม่ออกไปตามๆ กัน เว้นแต่เหล่าลูกเรือของเดรกที่ยิ้มกริ่มอย่างชอบใจ

"ข้าคือ กัปตันเดรก ไม่ใช่ 'ไ.อ้โจรสลัดผี' จำไว้แล้วทีหลังอย่าเรียกผิดอีกนะไ.อ้หนู.." เดรกกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

"ก..แก บังอาจเรียกฉันว่าไ.อ้หนูเรอะ คิดว่าเอาดาบจ่อคอแล้วฉันจะกลัวรึไง!!" มาร์คัสตะเบ็งเสียง

เดรกจ่อดาบไปไกล้คอของมาร์คัสมากขึ้น "ทำไมข้าจะเรียกแกว่าไ.อ้หนูไม่ได้ ตอนที่ข้าออกล่องเรือผจญภัยในทะเลอันกว้างใหญ่บรรพบุรุษแกคงยังเป็นวุ้นอยู่ด้วยซ้ำ ข้าบอกแล้วว่าข้าคือกัปตัน ดังนั้นอย่ามากำแหงบนเรือของข้า" พูดจบเดรกก็ลดดาบลง มาร์คัสเดินเข้าไปในเรืออย่างหัวเสีย คนอื่น ก็ค่อยๆ เดินกลับห้องตัวเองทีละคน ส่วนพวกลูกเรือก็ถูกเดรกไล่กลับไปทำงานต่อ ขณะนี้เหลือเพียงเรซัส กับมิดิล เท่านั้นที่ยังยืนอยู่

"เป็นไงบ้าง" มิดิลเอ่ยถาม

"แค่นี้เรื่องเล็ก เธอไปก่อนเถอะ ฉันอยากนั่งเงียบๆ ซักพัก" มิดิลได้ยินดังนั้นก็ปล่อยให้เรซัสอยู่คนเดียวเงียบๆ อย่างที่เค้าขอ

เรซัสนั่งตากลมอยู่นาน ลมทะเลพัดกระทบใบหน้าคงทำให้รู้สึกปวดแผลนิดๆ แต่สมองเขาตอนนี้ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดแล้ว เขามองดูเหล่ากะลาสีโครงกระดูกที่ทำงานกันอย่างขยันขันแข็งด้วยสายตาเลื่อนลอย

"ไงเจ้าหนู หาทางออกเจอรึยังล่ะ?" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเรซัส แต่เรซัสทำท่าเฉยเมยโดยที่สายตายังคงเหม่อมองออกไปที่ผืนน้ำสีคราม

"ท่าทางจะยังสินะ" กัปตันเดรกผู้เป็นเจ้าของเสียง นั่งลงข้างๆ เรซัส

"ทางอะไร ? " เรซัสพูดขึ้น

"ถามข้าเรอะ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ" เดรกเอามือประสานไว้ที่หลังหัวแล้วเอนตัวพิงถังไม้โอ๊กที่อยู่ด้านหลัง "เพียงแต่เห็นเจ้าทำหน้าเหมือนเด็กหลงทางในเขาวงกตเลยถามดูก็เท่านั้น" เดรกพูดพลางเหยียดตัวแก้เมื่อย

"ไร้สาระ" เรซัสพูดอย่างรำคาญ แล้วหันหน้าไปทางอื่น

"ก็จริงล่ะนะ ข้ามันไร้สาระ .....แต่เจ้าน่ะ มันไร้ค่า..." คำพูดของเดรกเสียดแทงหูเรซัสอย่างยิ่ง

"แกว่าไงนะ !" เรซัสลุกขึ้นด้วยความโมโห

"ต้องให้ข้าพูดซ้ำอีกรึไง ไม่รู้สึกตัวเลยรึว่าสภาพตัวเองตอนนี้มันน่าสมเพศขนาดไหน เจ้าคิดว่าทำอย่างนี้ดีแล้วรึไง"

"มันเรื่องของฉัน!" เรซัสตวาด

"จริงสินะ มันเรื่องของเจ้า ชีวิตของใคร คนนั้นก็ต้องตัดสินเอง" เดรกลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไป เขาเหล่มองเรซัสเล็กน้อย "ถามตัวเองให้ดีๆ ก็แล้วกัน" แล้วเดรกก็เดินจากไป ทิ้งให้เรซัสครุ่นคิดถึงคำพูดสุดท้ายนั้น

เรซัสยังคงยืนอยู่ที่เดิมจนพระอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าเริ่มมืดลง สักพักมาเรียนก็เดินมาเรียกเขา

"มีอะไร" เรซัสถามห้วนๆ

"ท่านนิโคลัสฟื้นแล้ว" มาเรียนตอบ ดวงตาของเรซัสเบิกกว้างขึ้น มาเรียนพูดต่อด้วยเสียงเรียบๆ "ท่านอยากพบเธอน่ะ"

ก๊อก !!..ก๊อก .!!..ก๊อก..!!

"เข้ามาสิ" เสียงพรีสเฒ่าแว่วออกมาจากข้างในห้อง เรซัสเปิดประตูเข้ามา นิโคลัสที่นอนอยู่พยุงตัวขึ้นนั่งพิงหัวเตียง

"ฉันได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากมาเรียนและ ไอเว่นแล้ว เธอทำได้ดีมากเลยนะที่ช่วยทุกคนออกมาได้" นิโคลัสพูด เรซัสพูดอะไรไม่ออก เขาไม่รู้สึกดีใจกับคำชมเลยแม้แต่นิดเดียว

"มาใกล้ๆ สิ" นิโคลัสกวักมือเรียกเรซัส เขาเดินเข้าไปยืนข้างๆ เตียงนิโคลัส "ก้มลงมาหน่อยสิ" พรีสเฒ่าพูด เรซัสก้มลงตามที่พรีสเฒ่าบอก นิโคลัสยื่นมือข้างหนึ่งไปแตะที่หน้าเรซัส

"Heal .." นิโคลัสร่ายมนต์รักษาให้เรซัส แผลที่ใบหน้าของเขาจางหายไปอย่างรวดเร็ว เรซัสมองนิโคลัสด้วยสีหน้าแปลกใจ

"ท่าน...." เรซัสกำลังจะพูดแต่นิโคลัสขัดขึ้นมาซะก่อน

"ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น" เรซัสจึงเงียบ นิโคลัสพูดต่อ "จริงอยู่ที่งานของเราล้มเหลวสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเธอ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดหมดหรอกนะ ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งฉันและคนอื่นๆ ก็มีส่วนด้วยฉะนั้น อย่าได้แบกความผิดไว้คนเดียว การที่เธอรู้สึกสำนึกเสียใจนั่นก็เหมือนกับได้รับโทษแล้ว ที่สำคัญเธอเองก็กลับมาช่วยพวกเราออกมาได้ด้วยไม่ใช่รึ" นิโคลัสจ้องมองดวงตาของเรซัสที่บัดนี้นัยน์ตาสองสีของนักเวทย์หนุ่มไม่ฉายแววความอวดดี หรือดูถูกดูแคลนอีกแล้ว นิโคลัสยิ้มอย่างอ่อนโยนเหมือนพ่อที่ภูมิใจในตัวลูกชาย

"งั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความผิดพลาดอีกต่อไปแล้วนะ" คำพูดนี้ของนิโคลัสเหมือนแสงสว่างผ่านเข้ามาในดวงตาเรซัส ความสับสนในใจเขาได้หายไปแล้ว

"ครับ.." เรซัสตอบเสียงหนักแน่นแล้วโค้งศีรษะเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพนิโคลัส แล้วเขาก็เดินออกจากห้องไปโดยนิโคลัสมองตามเขาพร้อมรอยยิ้ม "เพชรเม็ดงามเริ่มส่องประกายแล้ว" พรีสเฒ่ารำพัน

เรซัสเดินออกมาที่ดาดฟ้าเรือและพบว่าเดรกยืนรอเขาอยู่

"ไง ..คงเจอทางออกแล้วสินะ" เดรกถาม

"ไม่รู้สิ" เรซัสตอบโดยมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า "ทางที่เลือกไว้อาจจะไม่ใช่ทางออก แต่ยังไงก็ต้องเดินต่อไป" ท่าทางของเขาดูหนักแน่น

" โฮ่....เข้าไปไม่กี่นาทีเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ" เดรกพูดพลางเอามือตบลงบนฝาถังไวน์ "แบบนี้ค่อยน่าชวนดื่มหน่อย"

"ดื่มกับกัปตันโจรสลัดเรอะ น่าสนใจดีนี่" เรซัสพูด ขณะที่ทั้งสองกำลังจะดื่มเหล้า มาเปิลอีกาของเดรกก็บินโฉบลงมาเกาะที่แขนของผู้เป็นนาย ดูเหมือนเดรกกับมาเปิลกำลังสื่อสารกันด้วยรหัสลับบางอย่าง สักพักเดรกก็ปล่อยให้มาเปิลบินจากไป

"สงสัยวันนี้คงก๊งเหล้ากันไม่ได้ซะแล้ว" เดรกมีสีหน้าตึงเครียด

"เกิดอะไรขึ้น" เรซัสถาม

"ตอนนี้ Alberta กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว เรื่องระหว่าง Prontera กับ Turtle Island ทำให้ชาวเมืองแตกตื่นจนอพยพไปอยู่เมืองอื่น เพราะเมืองท่าอิสระที่ไม่มีกองกำลังประจำอย่าง Alberta คงไม่สามารถป้องกันอันตรายจากพวกมอนสเตอร์ได้ถ้าการต่อสู้ลุกลามมาถึง แม้แต่สมาคมพ่อค้าก็ย้ายไปอยู่ที่ Comodo ดูเหมือนว่าเราต้องเปลี่ยนเส้นทางซะแล้วล่ะ เราจะไปที่ Izlude แทน"

" Izlude! น่านน้ำแถวเมือง Izlude น่ะ มีพวกมอนสเตอร์เกาะ Byalan ออกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมดเลยนะ" เรซัสพูด

"น่ากลัวจะไม่ใช่แค่น่านน้ำแล้วน่ะสิ พวกมันขึ้นบกไปก่อกวนในเมือง Izlude ด้วย"

"แล้วตอนนี้เมือง Izlude เป็นยังไงบ้าง" เรซัสเองก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเช่นกัน

"กองกำลังแห่ง Izlude สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว แต่มอนสเตอร์ที่สุมอยู่แถวน่านน้ำคงยังไม่ถูกกำจัด ซึ่งเราจะไปตามเส้นทางนั้น" พูดจบเดรกก็หันไปสั่งการลูกเรือให้เปลี่ยนเส้นทางทันที เหล่ากะลาสีรับคำอย่างแข็งขันและปฏิบัติหน้าที่ของตน บ้างช่วยกันหันใบเรือรับลม บ้างควบคุมหางเสือเรือ บ้างช่วยกันยกของ ส่งของให้กัน พวกต้นหนก็ขึ้นไปบนเสากระโดงคอยดูทิศทาง เบื้องหน้าเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ลิบๆ

"พายุใหญ่กำลังมา" เดรกพูดกับตัวเองเบาๆ เรซัสที่ยืนดูอยู่ข้างๆ "พายุใหญ่" คำนี้ก้องกังวาลอยู่ในหัวเขา

Stage5-part2

posted on 22 Oct 2006 21:55 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage 5 ผู้ช่วยเหลือ (part2)

เรซัสและมิดิลเข้ามาใน F4 เห็นทางเปิดโล่งเหมือนกำลังเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไป ทั้งสองเดินเข้าไปอย่างไม่กลัวเกรง "ตามแผนนะเรซัส" มิดิลพูดกับเรซัสเบาๆ "รู้น่า ฉันไม่ทำพลาดเป็นครั้งที่สองหรอก เสียหน้าตายชัก" เขากล่าว สีหน้าที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจของเขาทำให้มิดิลใจชื้นขึ้น เมื่อทั้งสองเดินไปถึงห้องกลางซึ่งเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ภายในเรียงรายไปด้วยมอนสเตอร์ลูกสมุนของ Turtle General และตรงกลางของพวกมันคือ เจ้า Turtle General ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์

"มาจนได้นะ เจ้าพวกมนุษย์" มันกล่าวพร้อมแสยะยิ้ม

"พวกเขาอยู่ไหน?!" มิดิลตะโกนถาม

Turtle General ยกมือขึ้นห้าม "อย่าใจร้อนสาวน้อย พวกของเจ้าก็อยู่แถวๆนี้ แหละ ห้องนี้เป็นห้องที่อยู่ตรงกลาง รอบข้างนี้ยังมีอีกสี่ห้อง หนึ่งในห้องนั้นเป็นห้องที่ข้าขังพวกมันไว้ ซึ่งนั่นก็แล้วแต่เจ้าล่ะนะว่าจะมีปัญญาไปช่วยพวกมันหรือไม่" มันยังคงยิ้มเยาะอย่างดูหมิ่น "นักเวทย์แค่สองคนคงไม่ต้องถึงมือข้าละมั้ง" มันยกมือขึ้นทำท่าจะให้สัญญาณโจมตีเรซัสรีบพูดขัดขึ้นทันที

"จะใช้วิธีรุมงั้นเรอะ เฮอะ! นึกว่าจะแน่ ฉันว่าแกกลัวพวกเรามากกว่าละมั้งถึงไม่ยอมมาสู้เอง"

Turtle General ชักฉุน "ว่าไงนะเจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม หาว่าข้ากลัวเจ้าอย่างนั้นรึ" เวลานั้นชาร์มีนก็แอบเข้ามาใน F4 อย่างเงียบๆ พร้อมกับวิคโก้ เธอแอบมองไปที่ห้องโถงกลางเมื่อเห็นเหล่ามอนสเตอร์ไปจุกกันที่นั่นทั้งหมดเธอจึงใช้ Tunnel Drive ค่อยๆ เดินผ่านไปยังห้องอื่นแต่ด้วยสายตาที่เฉียบคมของ Turtle General มันเหลือบไปเห็นชาร์มีนขณะที่มุดลงไปพอดี แม้จะเห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ มันตะคอกขึ้นมาทันที

"ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ !! หนอย..พวกแกพาพวกมาด้วยรึนี่" เรซัสกับมิดิลใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ถ้าชาร์มีนถูกจับได้แผนคงพังแน่ๆ ทันใดนั้นวิคโก้ก็โฉบออกมาจากจุดที่ชาร์มีนมุดลงไป Turtle General ระเบิดหัวเราะออกมา "ฮ่าๆๆๆๆ นึกว่าอะไรที่แท้ก็ไอ้ Falcon งี่เง่าที่ข้าปล่อยมันไปส่งข่าวนี่เอง พวกเจ้าเสียสติไปแล้วหรือไง ลำพังพวกเจ้าสองคนกับนกนี่อีกตัวคิดจะมาช่วยคน ช่างน่าขำซะจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ"

"ไม่ลองจะรู้เรอะ" เรซัสพูดเป็นเชิงท้าทาย "ว่าแต่จะเข้ามาได้รึยังล่ะ มาเจอกันหน่อย" เขาชูไม้เท้าขี้นเหวี่ยงไปมา

"หึๆๆ ข้ารู้นะว่าพวกเจ้าคิดอะไรอยู่ คิดจะหลอกให้ข้าสู้คนเดียวล่ะสิ ข้าไม่หลงกลพวกเจ้าหรอก" มันกล่าวอย่างรู้ทัน

เรซัสนึกอยู่แล้วว่ามันต้องมาไม้นี้จึงตอบกลับไปว่า "งั้นหรอ พูดได้ดีนี่เอาตัวรอดได้ฉลาดมากทีเดียวนะ กลัวจะแพ้พวกเราล่ะสิไม่ว่า อย่างนี้ก็แสดงว่าฝีมือแกมันคงด้อยกว่าพวกลูกกระจ๊อกสินะ ฉันขอคืนคำพูดของแกให้นะ แกน่ะมันก็แค่ไ อ้เต่าโหลยโท่ยที่คอยซุกหัวอยู่หลังลูกน้องเท่านั้นแหละ ท่านนายพล" มิดิลได้ทีก็พูดเสริม "พอเถอะเรซัส ฉันว่าท่านนายพลคงอยากจะหดหัวอยู่ในกระดองดูลูกน้องสู้มากกว่า อย่าไปบังคับเขาเลยน่ะ" Turtle General ได้ฟังก็โมโหถึงขีดสุด มันชักดาบคู่ออกมา

"กรอด...ไ อ้พวกไม่เจียมสังขารวันนี้ข้าจะถลกหนังพวกเจ้าออกมาปูพื้นวังข้าให้ได้!! สมุนข้าไม่ต้องเข้ามายุ่งนะ!!" เป็นไปตามแผน ถ้าสู้กับหัวหน้ามันตัวเดียวอาจพอถ่วงเวลาไว้ได้ เพื่อให้ชาร์มีนหาเพื่อนๆ ของพวกเขาให้เจอ การต่อสู้บน Turtle Island เริ่มขึ้นอีกครั้ง

Turtle General ตวัดดาบพุ่งมาหาพวกเรซัส ทั้งสองแยกกันหลบไปคนละทางแล้วร่ายเวทย์ Fire Bolt โจมตีทันที Turtle General ซึ่งแพ้ไฟ เสียจังหวะไปเล็กน้อย มันพุ่งเป้าไปที่เรซัส เรซัสรีบร่าย Fire Wall กั้นไว้แต่ทว่า Turtle General กระโดดข้ามแนวกำแพงได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ขามันกำลังแตะพื้นก็ปรากฏหอกดินพุ่งจากพื้นแทงเข้าใส่มัน "คิดว่าของแค่นี้จะหยุดข้าได้เรอะ!!" มันตะโกนก้องแล้วตวัดดาบอย่างรวดเร็วฟันหอกดินที่พุ่งขึ้นมาจนแหลกละเอียด แต่เมื่อมันลงถึงพื้นเรซัสได้หายไปแล้ว

"มองไปไหนกันท่านนายพล" เสียงเรซัสดังมาจากด้านบน เขากระโดดขึ้นไปอยู่เหนือศีรษะของ Turtle General ลูกไฟลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่หน้าของมันเต็มๆ "แก!!" มันแทงดาบขึ้นฟ้าหมายจะเสียบทะลุกลางตัวเรซัสแต่ลูกไฟอีกสิบลูกจากมิดิลพุ่งเข้าใส่หลังมันทำให้ดาบของมันพลาดเป้าไป มันถลาไปข้างหน้าแล้วชนกับกำแพงไฟที่เรซัสร่ายดักมันไว้พอดี

การต่อสู้อันดุเดีอดได้ดึงความสนใจของทุกสายตาในห้องโถงไปจนหมดสิ้น ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าวิคโก้ได้บินออกจากห้องโถงไปแล้ว มันมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องขวาบนพร้อมกับชาร์มีนที่โผล่หัวขึ้นมาจากใต้ดิน

"ห้องนี้ไม่มีแฮะ ไปห้องต่อไปละกัน รีบไปกันเถอะวิคโก้เดี๋ยวสองคนนั่นจะซี้แหงแก๋ซะก่อน" พูดจบเธอก็มุดลงดินต่อเพื่อตรงไปยังห้องต่อไปโดยมีวิคโก้บินตามไปอย่างเงียบๆ

ทางด้านเรซัสและมิดิลที่คอยยิงเวทย์ตอดเล็กตอดน้อยเพื่อถ่วงเวลา Endure! เจ้าTurtle General ใข้คาถาใส่ตัวเองทำให้มันไม่ชะงักเมื่อถูกเวทย์ มันพุ่งหาทั้งสองด้วยความเร็วสูงแล้วฟาดดาบลงไปที่มิดิลซึ่งอยู่ในระยะที่ใกล้เกินกว่าจะร่ายเวทย์ทัน ทันใดนั้น Blue Gemstone ได้ถูกขว้างมาที่พื้นที่มิดิลยืนอยู่ ปรากฏกำแพงสีขาวรอบตัวเธอทำให้ดาบของ Turtle General ทำอันตรายมิดิลไม่ได้ โชคดีที่เรซัสร่าย Safety Wallให้เธอทัน

"หนอยเจ้าตัวยุ่ง" Turtle General พุ่งเข้าหาเรซัส มิดิลร่าย Fire Bolt สกัดไว้แต่คาถา Endure ทำให้มันวิ่งต่อได้โดยไม่หยุดชะงัก มันฟันดาบลงไปที่เรซัส เขาเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิวแต่สิ่งที่ Turtle General เล็งไว้ไม่ใช่ตัวเขาแต่เป็นถุงเล็กๆ ที่เขาเหน็บไว้ข้างตัวซึ่งภายในนั้นใส่ Blue Gemstone ไว้ Turtle General ใช้ดาบเกี่ยวถุงนั้นขาดออกไปทำให้ Blue Gemstone ตกกระจายลงบนพื้น แล้วมันก็ใช้เท้าเหยียบจนหินนั้นแหลกละเอียด

"เสร็จกัน!" เรซัสร้องขึ้น เมื่อไม่มีหินพวกนี้เขาก็ใช้ Safety Wall ไม่ได้อีกแล้ว Turtle General ฟาดดาบอีกเล่มลงมาที่ตัวเขา เรซัสรู้ตัวว่าหลบไม่ทันแน่จึงใช้ไม่เท้ารับไว้ได้แต่ด้วยแรงอันมหาศาลของ Turtle General ทำให้ดาบถูกกดเข้าไปใกล้เรซัสมากขึ้นเรื่อยๆ จนถูกคมดาบบาดเข้าที่หัวไหล่ขวาเป็นแผลลึก Turtle General แสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ มันเริ่มร่ายคาถาอีกครั้งคราวนี้มีแสงสีเหลืองทองห่อหุ้มร่างมันไว้

"นั่นมัน Twohand Quicken! " มิดิลอุทาน เมื่อเห็น Turtle General กำลังเงื้อดาบฟันเรซัสเธอก็รีบพุ่งออกจาก Safty Wall ทันที

"Fire Wall!!" บังเกิดกำแพงไฟขวางกั้นระหว่าง Turtle General และเรซัส ทำให้เรซัสฉวยโอกาสหนีออกจากรัศมีดาบได้ มิดิลเข้าไปพยุงเรซัสไว้ Turtle General เอามือกุมหน้าของตนที่ถูกไฟคลอกแล้วตะคอกเสียงดัง "เจ้าพวกมดปลวกน่ารำคาญที่สุด เห็นทีข้าต้องจัดการขั้นเด็ดขาดซะแล้ว!!" แววตาของมันเผยรังสีอำมหิตแรงกล้า

"เจอแล้วนั่นไง!!" ชาร์มีนร้องด้วยความยินดี เธอพบพวกนิโคลัสอยู่ในห้องด้านล่างทางซ้าย พวกเขาดูอ่อนล้าเพราะพิษบาดแผล ด้านในสุดพรีสเฒ่าคนหนึ่งยังไม่ได้สติ

"นี่!! พวกนายเป็นเพื่อนของมิดิลใช่มั้ย?" ชาร์มีนโผล่ขึ้นมาท่า Tunnel Drive ถามพวกเขา

"ใช่ แล้วเธอเป็นใครทำไมรู้จักพวกเรา" มาร์คัสเอ่ยถาม ในบรรดาพวกเขามาร์คัสดูจะมีสภาพสมบูรณ์กว่าใคร

"...ฉันชื่อชาร์มีน จะเป็นใครก็ช่างเถอะรู้แค่ว่าฉันมาช่วยก็แล้วกัน รีบไปเถอะก่อนที่เรซัสกับมิดิลจะต้านเจ้าเต่าแก่ไม่อยู่ " เธอพูดพลางพยายามพังประตูห้องขัง แต่มันแข็งแรงมาก

"แล้วเราจะเชื่อใจเธอได้ยังไง.." ควีเน่พูดด้วยท่าทีระแวง แต่เมื่อเห็นวิคโก้เธอก็เชื่อที่ชาร์มีนพูด

"วิคโก้...ฉันนึกว่าแกตายไปแล้วซะอีก ดีใจจริงๆที่แกยังอยู่" วิคโก้บินลอดซี่กรงเข้ามาหาควีเน่ เธอกอดมันไว้แน่นน้ำตาไหลด้วยความยินดี

"นี่...อย่าเพิ่งเล่นเลิฟซีนตรงนี้จะได้มั้ย มาช่วยกันพังกรงบ้านี่ดีกว่า แข็งชะมัด" ชาร์มีนพูดเสียงอ่อย

"ไม่มีประโยชน์หรอกพวกฉันลองดูแล้ว" ฟินิกซ์พูด "ท่าทางคงต้องใช้กุญแจไขแต่ไม่รู้พวกมันเก็บกุญแจไว้ที่ไหน"

ชาร์มีนสำรวจประตูอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วเธอก็พบรูกุญแจ "อืม....ดูจากลักษณะของรู กุญแจน่าจะเป็นแบบโบราณสมัยที่ใช้ขังนักโทษประหารในคุกมืด" ชาร์มีนมองอย่างครุ่นคิด แล้วเธอก็ล้วงกระเป๋าหยิบมีดปลายแหลมขนาดเล็กมากเล่มหนึ่งออกมาแล้วสอดมันเข้าไปในรูกุญแจ พวกมาร์คัสมองการกระทำของเธอด้วยท่าทีสงสัย ระหว่างที่กำลังงัดแงะอยู่ชาร์มีนก็พูดขึ้นว่า "ไม่ต้องห่วงน่า ฉันเคยถอดสลักประตูมานักต่อนักแล้ว" ไม่กี่อึดใจก็ได้ยินเสียงดัง แกร๊ก!! ประตูถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย ทำเอาทุกคนอึ้งไปเลย

"เอาล่ะ เผ่นกันเถอะ" ชาร์มีนกวักมือให้พวกเขาตามเธอไป ทุกคนค่อยๆ ทยอยออกมาโดยที่มาร์คัสรับอาสาแบกนิโคลัสไป

ฝ่ายเรซัสกับมิดิลที่กำลังย่ำแย่ พวกเขาถูก Turtle General ไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง พลังเวทย์เริ่มเหลือน้อยลงทุกที Turtle General เริ่มร่ายเวทย์บ้าง แสงสีฟ้าห้อมล้อมรอบตัวมัน มันกำลังร่ายWater Ball !!

" Spell Breaker!" มิดิลรีบสลายเวทย์ของ Turtle General

"กรอด.. นังตัวดี" Turtle General แทงดาบไปที่มิดิล เธอรีบถอยห่างทันทีดาบเฉียดปลายผมไปอย่างหวุดหวิด

"Quagmire!!" เรซัสร่ายเวทย์ไปตรงจุดที่ Turtle General ยืนอยู่ ทำให้พื้นรอบบริเวณนั้นกลายเป็นบึงโคลนดูดขาของมันจนแทบจะเดินไม่ได้ บึงโคลนคงสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของมันได้ระยะหนึ่ง ทันใดนั้นเรซัสก็เหลือบไปเห็นวิคโก้บินออกมาเป็นสัญญาณบอกว่าชาร์มีนช่วยพรรคพวกเขาได้แล้ว เรซัสพยักหน้าเล็กน้อยให้มิดิลรู้ ทั้งสองคนถอยมาอยู่ใกล้ๆ กัน

เรซัสกระซิบกับมิดิล "ชาร์มีนทำสำเร็จแล้ว เอางี้นะ ฉันจะเป็นตัวล่อมันให้เธอฉวยจังหวะนั้นไปสมทบกับพวกชาร์มีนแล้วหนีออกไปนะ"

"ไม่..ถ้าจะหนีก็ต้องไปพร้อมกัน ฉันต่างหากที่ควรเป็นตัวล่อเพราะคุณร่ายเวทย์ขณะที่เดินอยู่ไม่ได้" มิดิลกระซิบตอบ

"ไม่ได้ ! มันอันตรายเกินไป" เขาเถียง มิดิลยังยืนยันคำเดิมแล้วกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเรซัส เป็นเวลาเดียวกับที่บึงโคลนรอบๆ ขาของ Turtle General หายไปพอดี นักเวทย์ทั้งสองถอยห่างออกจากกัน

"รู้สึกยังไงบ้างท่านนายพล Water Ball ที่ท่านแสนจะภูมิใจในอานุภาพของมัน ถูกทำลายลงได้ ด้วยฝีมือของเผู้หญิงคนนึง" มิดิลแกล้งใช้วาจาเสียดสีเพื่อล่อให้ Turtle General พุ่งเป้ามาที่ตน Turtle General ไม่กล่าวคำใดๆ ตอบกลับมา มีเพียงสายตาที่เต็มได้ด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงที่จ้องมองมิดิล มิดิลรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ต้นคอไล่ลงมาตามสันหลังแต่เธอก็ข่มความกลัวไว้ Turtle General เริ่มร่าย Water Ball อีกครั้งซึ่งคราวนี้มันพุ่งเป้ามาที่มิดิล

"Spell Breaker!" มิดิลรีบสวนด้วยการหยุดเวทย์ แต่คราวนี้ไม่เป็นผล มันยังสามารถร่ายเวทย์ต่อได้

"คิดว่าจะใช้ลูกไม้เดิมๆ กับข้าได้ตลอดรึไง นังเด็กน้อย!!" ลูกบอลน้ำเป็นสิบลูกตรงดิ่งมาที่มิดิล

"มิดิล!!" เรซัสร้องขึ้น มิดิลยังคงนิ่งเฉยในมือกำไม้เท้าของเธอไว้แน่น

ขณะที่ลูกบอลน้ำพุ่งประชิดตัวเธอก็บังเกิดแสงสีม่วงเหนือศีรษะของมิดิล นั่นคือ Magic Rod ลูกบอลน้ำเพียงแค่พุ่งเฉียดร่างของเธอไปเท่านั้น เรซัสตาค้างมองอย่างไม่เชื่อสายตาแต่เขาก็ตั้งสติอย่างรวดเร็วพร้อมกับร่ายเวทย์ Lord of Vermillion บังเกิดแสงสว่างจ้าของสายฟ้ากลุ่มใหญ่ ทำเอา Turtle General และลูกน้องตาพร่าไป ชาร์มีนฉวยจังหวะนี้พาพวกมาร์คัสวิ่งตรงไปยังทางออกโดยมีเรซัส และมิดิลตามมาติดๆ Tertle General ที่หายจากอาการตาพร่า สั่งให้ลูกน้องตามพวกเขาไปทันที แต่เหล่าลูกน้องก็ต้องกระดอนกลับมาเพราะด้านหน้ามี Fire Wall ขวางไว้ พวกมันติดกับพวกเรซัสเข้าเต็มเปา

"เจ็บใจนัก ประมาทพวกมันเกินไป!" Turtle General พูดด้วยความโมโห มันสั่งให้พวกลูกน้องฝ่า Fire Wall ตามพวกเขาไปทันที "แต่พวกแกไม่มีวันลงเรือหนีออกจากเกาะนี้ไปได้หรอก" มันพูดอย่างมีเลศนัย

ที่ F3 พวกเรซัสหนีออกมาได้และกำลังไปที่ F2 ขณะที่กำลังวิ่งอยู่นั้นเองเรซัสหันมาพูดกับมิดิล "นี่ .. ไหนเธอเคยบอกว่าเป็นผู้ใช้เวทย์ต้องเยือกเย็นเสมอไง แล้วเมื่อกี้มันอะไรกัน เล่นยืนวัดดวงหลบ Water Ball อย่างนั้น ถ้าตายขึ้นมาจะว่ายังไง" เขาต่อว่า มิดิลอมยิ้มแล้วพูดตอบออกไป "บางทีทฤษฎีกับปฏิบัติมันก็เป็นเหมือนเส้นขนานน่ะนะ" เรซัสฟังแล้วก็เกาหัวแกรกๆ [แม่นี่เป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย ไม่เข้าใจจริงๆ] เขาคิด

พวกเขาวิ่งออกมาจนถึง F2 พวกเขาหยุดวิ่งพักเหนื่อยกัน มิดิลเพิ่งสังเกตว่าเกรเกอร์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มด้วยจึงเอ่ยถามขึ้น

"แล้วคุณเกรเกอร์ล่ะคะ?"

ไม่มีเสียงตอบใดๆ...มีแต่สีหน้าอันเศร้าสลดของทุกคน มาร์คัสวางนิโคลัสลงแล้วหยิบดาบที่สะพายไว้ที่ข้างเอวออกมา ดาบเล่มนั้นเป็นของเกรเกอร์ เพียงเท่านี้ก็สามารถแทนคำตอบได้อย่างดี เพราะสำหรับอัศวินแล้วอาวุธของตนเป็นเหมือนจิตวิญญาณที่จะต้องอยู่คู่กายตลอดเวลา วันใดที่อาวุธและเจ้าของได้แยกจากกันนั่นหมายความว่าอัศวินผู้นั้นได้สิ้นชีพไปแล้ว ... ทั้งมิดิลและเรซัสต่างนิ่งอึ้งไปโดยเฉพาะเรซัสที่คิดว่าต้นเหตุมาจากตัวเอง

"เฮ้! รีบไปเถอะน่า ขืนชักช้าพวกมันก็ตามมาทันพอดี" ชาร์มีนเร่ง พวกเขาจึงรีบออกวิ่งทันที แม้ว่าเรซัสจะบาดเจ็บที่ไหล่แต่เขาก็เข้าไปแบกนิโคลัสแทนมาร์คัส ถึงมาร์คัสจไม่พอใจก็ตาม แต่ตอนนี้พวกเขาคงต้องหนีออกไปก่อน

พวกเขาออกมาถึงรอบนอกของเกาะ เสียงฝีเท้าของพวกเต่าไล่ตามมาติดๆ พวกเขาออกวิ่งไปให้ถึงท่าเรือ แต่เเมื่อไปถึง ปรากฎว่าทหารที่เฝ้าเรืออยู่ได้ถูกฆ่าตายจนหมด ศพเรียงรายเกลื่อนกลาดเต็มท่าเรือ แม้แต่กัปตันก็เสียชีวิตด้วย เรือที่พวกเขานั่งมาก็เหลือแต่เสากระโดงเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำ

"แย่ละสิ อย่างนี้จะหนีไปได้ยังไง" มาเรียนพูดขึ้น

โฮ่ง !! โฮ่ง !! แกว้ก !!! แกว้ก!!!

ทั้งวูล์ฟและวิคโก้ส่งเสียงร้องเตือนถึงอันตรายที่กำลังมา พวกเขากำลังถูกล้อมด้วยฝูง Dragon Tail และ Pest ด้านหลังยังมีฝูงเต่า และ Wander Man ตามมาอีก

"มาได้แค่นี้เองเรอะ" คลิฟพูดอย่างหมดหวัง ฝูงมอนสเตอร์เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนตั้งท่าสู้ถึงแม้จะรู้ว่าไม่รอด

"จับไว้!!..." เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากท่าเรือ เรือลำใหญ่สีดำแล่นเข้ามาด้วยความเร็วสูงแล้วเชือกหลายเส้นได้ถูกโยนลงมา พวกเรซัสทุ่มสุดกำลังวิ่งฝ่าฝูง Dragon Tail กับ Pest ด้านหน้าเพื่อไปให้ถึงเรือ แต่ละคนคว้าจับเชือกไว้ และถูกดึงขึ้นไปจากคนในเรือ ทุกคนขึ้นมาอยู่บนเรือหมดแล้วยกเว้นเรซัสที่ส่งนิโคลัสขึ้นไปก่อน ฝูง Pest วิ่งเข้ามาใกล้ตัวเขาและ รุมฉกกัดตามตัวเรซัสเป็นการใหญ่ คลิฟขว้างมีดสั้นไปปักกลางหัวเหล่า Pest ได้อย่างแม่นยำ เชือกได้ถูกโยนลงมาอีกครั้ง เมื่อเรซัสคว้าเชือกได้ตัวเขาก็ถูดดึงขึ้นไปทันทีพร้อมกับใบเรือที่กางเต็มที่ เรือได้แล่นฉิวออกจาก Turtle Island

พวกเรซัสที่ขึ้นมาบนเรืออย่างรีบร้อนจนไม่ได้สังเกตว่าเป็นเรือของใครก็เริ่มมองไปรอบๆ เรือ แล้วพวกเขาก็เห็นธงสีดำที่มีรูปหัวกระโหลกเขียนอยู่ และร่างคนที่เดินออกมาจากกลุ่มหมอกบนเรือ ชายสวมหมวกและชุดกัปตันเรือเก่าๆ ที่พวกเขารู้จักเป็นอย่างดี ทุกคนชักอาวุธของตัวเองขึ้นมาพร้อมกับอุทานด้วยความตกใจ

"เดรก!!"

Stage5-part1

posted on 22 Oct 2006 21:42 by natchi  in Fic-HIATUS

เนื่องจากมันยาวว เลยแบ่งมาลงนะคะ

Stage 5 ผู้ช่วยเหลือ

"....ซัส...... เรซัส... เรซัส.....เรซัส!!"

เรซัสสะดุ้งตื่นจากภวังค์ "อะ..มีอะไรหรอ มิดิล เรียกซะดังเลย" เขาเลิ่กลั่กหันไปหามิดิลที่เดินอยู่ข้างหลัง

"คุณต่างหากมัวเหม่ออะไรอยู่ เรียกตั้งนานไม่หัน" มิดิลทำหน้าบึ้งใส่

"งั้นหรอ โทษทีนะแล้วมีอะไรล่ะ" เรซัสถาม

มิดิลมองไปรอบๆ "เราเดินมาตั้งนานแล้วนะแต่ทำไมไม่มีพวกของ Turtle General ตามมาเลยล่ะ มันดูผิดปกตินะ"

เรซัสฟังแล้วก็ได้คิด จริงสินะพวกเขาเดินออกมาจนถึง F2 แล้วแต่กลับไม่เห็นวี่แววของมอนสเตอร์ซักตัว ทั้งๆ ที่พวกเขาน่าจะถูกพวกมันไล่ล่า "ผิดปกติจริงๆ ด้วย" เรซัสพูด เขากับมิดิลมองหน้ากันทั้งคู่พยายามคิดหาคำตอบ ทันใดนั้นก็มีเงาดำพุ่งเข้ามาด้วยคามเร็วสูงโฉบผ่านหัวพวกเขาไป เรซัสยกแขนขึ้นป้องมิดิลไว้ เงาดำที่ผ่านไปได้ย้อนกลับมาหาพวกเขา

"วิคโก้!! " มิดิลอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ ที่แท้เงาดำนั้นคือวิค Falcon ของควีเน่

"วิคโก้? มันชื่อวิคไม่ใช่หรอ.." เรซัสเอ่ยถาม

"ชื่อเล่นมันน่ะ .." มิดิลตอบยิ้มๆ สีหน้าของเธอดูโล่งใจเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ศัตรู แต่ซักพักเธอก็ทำหน้าครุ่นคิดเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง

"เป็นอะไรไปมิดิล.." เรซัสใช้ผ้าคลุมของตนพันแขนไว้ให้วิคโก้บินมาเกาะที่แขน เขาอดถามไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าของมิดิล

มิดิลจ้องมองวิคโก้อย่างพินิจพิเคราะห์ เธอสังเกตตามร่างกายของมัน "ดูสิ ตามตัวมันไม่มีบาดแผลซักแผล" มิดิลพูดพลางชี้ไปที่วิคโก้ "ที่สำคัญวิคโก้รอดมาได้ยังไงทั้งๆที่เราต่างก็เห็นว่ามันติดอยู่ใน F4 พร้อมกับพวกควีเน่" ถึงตอนนี้ในใจของเรซัสและมิดิลมีความหวังตรงกันเพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมา เพราะกลัวว่ามันจะไม่เป็นอย่างที่คิด แล้วจู่ๆ วิคโก้ก็กระพือปีกรัวๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องแสบแก้วหู

แกว้ก!!! ....แกว้ก !!! ....แกว้ก!!! วิคโก้ผละออกจากแขนของเรซัสแล้วบินตรงดิ่งไปที่ทางเข้า F3 เรซัสและมิดิลรีบวิ่งตามไปทันที วิคโก้บินโผไปด้วยความเร็วสูงจนพวกเรซัสวิ่งตามแทบไม่ทัน "แฮ่ก....มันจะวิ่งไปไหนของมันกัน...แฮ่ก..แฮ่ก.." เรซัสกระหืดกระหอบ ไม่ต่างจากมิดิลที่วิ่งหอบแฮ่กๆ ตามมาติดๆ ในที่สุดวิคโก้ก็มาหยุดอยู่ที่ขอนไม้ใหญ่อันหนึ่ง เรซัสที่ตามมาล้มตัวลงนอนหอบซึ่โครงบานอยู่ที่พื้น มิดิลเองก็ทรุดลงไปนั่งปาดเหงื่อเหมือนกัน แล้วทั้งสองก็ต้องตกตะลึงกับสถานที่ ที่วิคโก้พาพวกเขามา

"นี่มัน..ทางเข้า F4นี่." เรซัสอุทานเขาลุกขึ้นทันทีเหมือนถูกอะไรดันขึ้นมา ด้านหน้าของพวกเขาคือซากหินที่กองปิดปากประตูอยู่ ประตูที่พวกเขาหนีตายออกมา

"ดูนั่นสิ! " มิดิลชี้ไปที่พื้นใต้ขอนไม้ใหญ่ที่วิคโก้เกาะอยู่ บนพื้นสลักข้อความสั้นๆ เอาไว้ว่า

' ยามนี้ตะวันตื่น..ผู้ควรฟื้นใกล้สูญสิ้น .. ยามอาทิตย์ตกดิน .. ผู้รอดสิ้น...ชีพดับมลาย '

"ข้อความนี่มัน...." นัยน์ตาของเรซัสเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรง เสียงในหัวดังก้องซ้ำไปซ้ำมา "หรือว่า..หรือว่า .."

"สาสน์จาก Turtle General " มิดิลรำพันออกมา เรซัสหันมามองมิดิล "หรือว่าทุกคนยังไม่ตาย!"

เรซัสรีบรุดไปตรงซากหินที่อุดปากประตูอยู่ทันที ใจคิดแต่จะเข้าไปช่วยพรรคพวก มิดิลรั้งตัวเขาไว้

"หยุดก่อนเรซัส! อย่าใจร้อน" เธอพยายามดึงเขาให้ห่างจากทางเข้าแต่แรงของผู้หญิงตัวเล็กๆ จะสู้ผู้ชายได้ยังไง ดูเหมือนเธอจะเป็นฝ่ายถูกลากซะเองมากกว่า เรซัสยังดึงดันจะไปให้ได้ "ปล่อยฉัน มิดิล ฉันไม่ยอมให้พวกนั้นตายหรอก ฉันจะเข้าไป ปล่อย!! " มิดิลแทบจะล้มทั้งยืนด้วยแรงเหวี่ยงของแขนเรซัส แต่เธอก็พยายามก้าวไปดักข้างหน้าเรซัส "ใจเย็นๆ ก่อนสิเรซัส เข้าไปตอนนี้เท่ากับไปให้มันฆ่าชัดๆ คิดดูสิถึงพลังเวทย์ของพวกเราจะคืนมาแล้วแต่เราต่างยังบาดเจ็บกันอยู่นะ สภาพเราตอนนี้ขืนบุ่มบ่ามเข้าไปคงไม่พ้นได้นอนตายอยู่หน้าประตูแน่"

"ฉันไม่สน!! ถึงตายก็ต้องช่วยพวกเขาออกมาให้ได้ " เรซัสตะโกน

"แล้วถ้าพวกเราตายจะช่วยพรรคพวกได้ยังไงกันล่ะ!" มิดิลตวาดบ้าง เรซัสจึงได้สติ ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ ครู่หนึ่งเรซัสก็เอ่ยขึ้น

"โทษที เมื่อกี้ฉันใจร้อนไปหน่อย" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลง เมื่อทั้งสองหันมาสบตากันก็ต้องหน้าแดงเพราะตอนที่กำลังดึงรั้งกันเมื่อครู่ทำให้พวกเขาอยู่ในท่าที่เหมือนกับกำลังกอดกัน

เหมือนแม่เหล็กขั้วเหนือขั้วใต้มาชนกัน เรซัสและมิดิลเด้งออกจากกันทันที "โอ้ย!!..." มิดิลรู้สึกเจ็บแผลที่แขน เรซัสรีบเข้ามาดูเธอ

"เป็นอะไรมากรึปล่าว" เขาถามด้วยความเป็นห่วง

มิดิลยิ้มแล้วส่ายหน้าเป็นการบอกว่าเธอไม่เป็นไร "ใจเย็นลงแล้วสินะ ค่อยยังชั่วหน่อย" เธอยิ้มแหยๆ เพราะยังปวดปากแผลอยู่

"ถูกของเธอ สภาพพวกเราตอนนี้คงไม่ไหวจริงๆ แต่จะทำยังไงดีถ้าถึงตอนตะวันตกดิน พวก Turtle General ต้องฆ่าพวกของเราแน่ๆ" เรซัสกล่าวด้วยท่าทีร้อนใจ

"ฉันถึงบอกไงว่าให้เย็นไว้ก่อน" มิดิลพูดพร้อมกับหยิบนาฬิกาที่ห้อยคอเธออยู่มาดู "กว่าตะวันจะตกดินเหลือเวลาอีก 5 ชั่วโมง ตอนนี้เราต้องคิดหาวิธีก่อนเพราะทางเราทีกันแค่สองคนแถมอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ฉันว่าถ้าวางแผนดีๆ เราต้องช่วยพรรคพวกออกไปได้แน่" มิดิลพูด แม้เธอจะไม่มั่นใจนัก แต่ตอนนี้คงเหลือแต่ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น

เรซัสจ้องมองมิดิล เขารู้สึกทึ่งในตัวเธอไม่น้อยที่เธอควบคุมสติได้ขนาดนี้ซึ่งต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง มิดิลเองก็เหมือนจะมองออกว่าเรซัสคิดอะไร "คือ อาจารย์ฉันเค้าสอนไว้น่ะ ว่าผู้ใช้เวทย์มนต์ต้องเยือกเย็นอยู่เสมอ และทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์กับพวกพ้องมากที่สุดน่ะ" เธออมยิ้มเล็กน้อย

"งั้นหรอ เห็นทีฉันคงต้องจำไปใช้มั่งแล้วล่ะ" เรซัสพูดยิ้มๆ เขานึกอายอยู่เหมือนกันที่ตอนเรียนไม่เคยฟังอาจารย์สอนเลยซักครั้ง ทั้งคู่นั่งพักเพื่อฟื้นร่างกาย และคิดหาแผนการ ระหว่างนั้นพวกเขาก็ร่ายเวทย์ Sight อยู่ตลอดเพื่อความปลอดภัย ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง

ผลุบ!! "ว้าย!!" จู่ๆ ก็ปรากฏร่างของเด็กสาวคนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้น เรซัสกับมิดิลคว้าไม้เท้าของตัวเองขึ้นมาทันที ดูจากการแต่งกายของเด็กสาวแล้วเธอคงเป็นโรก ผมสั้นสีเขียวชี้โด่ไปมาเหมือนกอหญ้า ดวงตาสีเขียวของเธอจ้องเป๋งมาที่ทั้งสองคน

"บ้าจริง! คนเค้ามุดอยู่ดีๆ ดันขุดขึ้นมาได้ ไม่มีไรทำรึไงยะ!!" เธอแว้ดใส่

"เธอเป็นใครกัน!? " เรซัสชี้ไม่เท้าของตนไปที่โรกสาวด้วยระแวงว่าหล่อนอาจจะเป็นพวกของ Turtle General

โรกสาวหันมากระแทกเสียงตอบ "ฉันจะเป็นใครทำไมจะต้องบอกให้นายรู้ด้วย" เธอเชิดหน้าใส่เรซัส ทำเอาเส้นเลือดที่หัวเขาปูดขึ้นมาด้วยอารมณ์หมั่นไส้

มิดิลพูดต่อ "งั้นขอถามหน่อยได้มั้ยว่า เธอมาทำอะไรที่นี่"

"มากินข้าวม้าง...." โรกสาวเลิกคิ้วตอบกวนๆ ทำเอาเรซัสยิ่งฉุน

"จะตอบดีๆ มั้ยยัยเด็กบ้านี่" เขาขู่

"โอ๊ยยยย....กลัวจังเลยคุณพี่ขา" เธอทำท่าตกใจกลัวที่มองดูก็รู้ว่าเสแสร้ง แล้วเธอก็พูดต่อพร้อมกับชักมีดสั้นขึ้นมา "อย่าขู่ให้เมื่อยเลยน่าพี่ชาย คิดว่าฉันจะกลัวหรอไง" มิดิลเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดแทรก

"เอ่อ..ถ้าเธอไม่ตอบก็ไม่เป็นไรนะ พวกเราจะไม่ยุ่งกับเธอแล้วกัน" คำพูดของมิดิลทำให้โรกสาวเก็บมีดไว้ที่ข้างเอวเหมือนเดิม เรซัสหันมาพูดกับมิดิลด้วยอาการเคืองไม่หาย "ขอฉันอัดซักป้าบเถอะ ยัยเด็กบ้านี่กวนประสาทชะมัด!!" มิดิลเอามือปิดปากเขา "อย่าไม่ยุ่งกับเขาเลย เธอคงไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอก อีกอย่างคุณเองก็เคยกวนประสาทคนอื่นมาไม่น้อยเหมือนกันนี่ถือซะว่ากรรมสนองก็ละกัน" มิดิลกระซิบตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เล่นเอาเรซัสใบ้กินเถียงไม่ออกไปเลย แล้วทั้งสองก็ถอบห่างจากโรกสาวนั่งคิดหาแผนการต่อไป

เวลาล่วงเลยมาหลายนาที น่าแปลกที่โรกสาวก็ยังไม่ยอมไปไหน เธอยังคงนั่งอยู่ตรงที่เดิมและเริ่มมีท่าทีหลุกหลิกเป็นที่สงสัยของมิดิลและเรซัสเป็นอย่างมาก และแล้วความเงียบทำให้โรกสาวอึดอัดจนทนไม่ไหว

"นี่..." เธอร้องเรียกเรซัสกับมิดิลแต่ทั้งสองทำเป็นไม่สนใจ "นี่!" โรกสาวตะเบ็งเสียงจนทั้งสองต้องหันมามอง โรกสาวพูดต่อ "พูดอะไรกันบ้างสิ เป็นใบ้กันรึไง"

เรซัสคิดในใจ "เอาไงแน่วะ พูดด้วยก็กวนประสาท พอไม่พูดก็โดนด่าอีก = = ่ "

"โทษทีนะ เราไม่คิดจะสนทนากับคนที่ไม่ยอมบอกแม้แต่ชื่อหรอก" มิดิลตอบ ทำเอาโรกสาวอึกอัก

"ชาร์มีน... ฉันชื่อชาร์มีน" ในที่สุดเธอก็ยอมบอกชื่อจนได้

"ฉันชื่อมิดิล" มิดิลแนะนำตัวพลางใช้ศอกสะกิดแขนเรซัส

"เรซัส.." เรซัสแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก แล้วเขาก็ถามชาร์มีนต่อ "แล้วเธอน่ะ มาทำอะไรที่นี่แถมมาคนเดียวด้วย"

ชาร์มีนนิ่งไปพักนึงแล้วจึงพูดต่อ "ฉันเป็นคนในกลุ่มโจรกลุ่มนึงน่ะ มาที่นี่เพื่อจะโขมยสมบัติของตาเต่าเฒ่านั่น แต่มันผิดแผนกันนิดหน่อยเราเลยถูกจับได้ มีฉันคนเดียวที่หนีรอดออกมา นอกนั้น...." เธอเงียบไป แต่ถึงไม่พูด เรซัสกับมิดิลก็รู้ความหมาย

"แล้วพวกนายมาทำอะไรที่นี่น่ะ " ชาร์มีนถาม

"พวกเราเองมา เอ่อ...ทำงานอย่างหนึ่งน่ะ แต่พวกของเราถูก Turtle General จับตัวไว้ เรากำลังหาทางช่วยอยู่" มิดิลตอบ

"อะไรนะ พวกนายจะเข้าไปช่วยคน ดูสารรูปซิเข้าไปมีแต่ตายกับตาย" ชาร์มีนมองดูบาดแผลตามตัวของนักเวทย์ทั้งสอง

"ยังไงเราก็ต้องช่วยเพื่อนของเราแล้วกลับไปแจ้งข่าวให้พรรคพวกให้ได้" เรซัสพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ถ้าจะแจ้งข่าวทำไมไม่ใช้การซิบล่ะ" ชาร์มีนพูด

"ลองแล้ว แต่ซิบไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ที่ Prontera Al De Baran หรือคนที่อยู่ใกล้ๆ " มิดิลตอบด้วยสีหน้าหดหู่ "ถ้าซิบได้ป่านนี้คงมีคนมาช่วยแล้วล่ะ" ชาร์มีนฟังแล้วทุบกำปั้นลงไปที่มือตัวเอง "อ๋อ..มิน่าล่ะ ตอนที่กำลังโขมยของถึงซิบหาคนในกลุ่มไม่ได้ เลยถูกจับได้ บ้าจริงทำไมจู่ๆ ระบบซิบถึงรวนได้ล่ะเนี่ย" ตอนนี้ทั้งเรซัสและมิดิลนึกถึงคำพูดของ Turtle General ที่พูดถึงนายของมัน พวกมันต้องกำลังวางแผนอะไรซักอย่างแน่พวกเขาจะช้าไม่ได้แล้ว ทันใดนั้นมิดิลก็นึกออก เธอคว้าแขนทั้งสองข้างของชาร์มีนขึ้นมา

"ชาร์มีน เธอช่วยพวกเราหน่อยได้มั้ย ถ้าใช้ Tunnel Drive ของเธอน่ะต้องช่วยเพื่อนฉันออกมาได้แน่ๆ" มิดิลพูดเชิงขอร้อง

ชาร์มีนสะบัดแขนออกทันที "จะบ้าหรอ เรื่องอะไรฉันจะต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงด้วยไม่เอาหรอก" โรกสาวปฏิเสธเสียงแข็ง

"มิดิล อย่าไปขอร้องยัยตาขาวนี่เลย พวกเราไปกันเองดีกว่า" เรซัสพูดพลางดึงแขนมิดิลไป

"นายว่าใครตาขาวกันยะ!!" ชาร์มีนเริ่มโมโห

"ก็ที่เธอนั่งแหมะอยู่กับพวกเราเพราะไม่กล้าออกไปใช่มั้ยล่ะ จะบอกอะไรให้นะข้างนอกน่ะมีพวกมันรอรุมกินโต๊ะเธออยู่อีกเพียบ ถ้าคิดจะกลับไปคนเดียวละก็ระวังไว้หน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน" เรซัสพูดไปมั่วๆ ความจริงเขาไม่รู้หรอกว่าข้างนอกมีมอนสเตอร์รึปล่าว แต่แค่นี้ก็ทำให้ชาร์มีนถึงกับหน้าซีด มิดิลเห็นดังนั้นก็ช่วยเล่นละครด้วย ว่าแล้วทั้งสองก็ทำท่าจะเดินออกห่างจากชาร์มีน

"ดะ .เดี๋ยวสิ.. รอด้วย ฉันไปด้วย.. ฉันยอมช่วยแล้ว ให้ฉันไปด้วยคนนะ" ชาร์มีนเลิกลั่กวิ่งตามพวกเขา เข้าแผนของทั้งสองพอดี
"ดี งั้นฉันจะบอกแผนให้ฟังนะ" มิดิลพูด พวกเขาได้โรกสาวมาเป็นพวกแล้ว

เมื่อทั้งสามปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาตัดสินใจเดินไปที่ประตูสู่ชั้น F4 มิดิลเขียนจดหมายใส่เศษผ้าแล้วพันไว้กับขาของวิคโก้หวังจะให้มันไปส่งข่าวแทน แต่ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่ยอมไป

"ไปซี่ โธ่...ทำไงดีล่ะเนี่ย" มิดิลพึมพำอย่างหัวเสียเล็กน้อย

"ท่าทางมันคงอยากไปกับเราล่ะมั้ง ให้มันไปด้วยก็แล้วกัน" เรซัสพูด

มิดิลหันมาทางเรซัส "แต่ว่าถ้าไม่ให้มันไปส่งข่าวก่อนแล้วเกิดพวกเราทำพลาดขึ้นมาล่ะจะทำยังไง" สีหน้าของเธอดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด

"ก็หมายความว่าเราจะต้องไม่พลาดน่ะสิ พวกเราต้องได้กลับไปด้วยกันอย่างแน่นอน เชื่อเถอะ" เรซัสพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มิดิลจึงยอมให้วิคโก้ไปด้วย

ขณะที่กำลังเดินอยู่ชาร์มีนก็พูดขึ้น "เดี๋ยวก่อน.." เรซัสและมิดิลหันมามอง

"อะไร หรือว่าจะเปลี่ยนใจ? " เรซัสพูด

"ปล่าวว.. เอ้ารับไปซะ" ชาร์มีนโยนไวท์โพชั่นให้พวกเรซัสคนละขวด "กินซะ จะได้มีแรงสู้ ถ้าพวกนายตายแล้วแผนล่มละก็ใครจะพาฉันออกไปล่ะ" เรซัสและมิดิลรับไวท์โพชั่นมาแล้วดื่มทันที "ขอบใจนะ" มิดิลบอกกับชาร์มีน แต่โรกสาวทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วพวกเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้า F4

"พร้อมนะ " เรซัสถามสองสาว ทั้งสองพยักหน้า เรซัสเริ่มร่ายเวทย์

Soul Strike!! ลูกบอลพลังจิตพุ่งเข้าปะทะซากหินที่อุดทางเข้าอยู่ เกิดแรงระเบิดมหาศาลขึ้นซากหินตรงทางเข้ากระเด็นหายไป เรซัสกับมิดิลเดินเข้าไปทันที ก่อนจะเข้ามิดิลหันมาบอกกับชาร์มีนว่า "ฝากด้วยนะ ชาร์มีน" ชาร์มีพยักหน้ารับคำทั้งๆ ที่มือยังสั่นอยู่ แล้วเรซัสกับมิดิลก็หายเข้าไปในทางเข้า F4

Stage4

posted on 16 Oct 2006 21:26 by natchi  in Fic-HIATUS

Stage 4~ บทเรียนอันเจ็บปวด

เรือได้เข้ามาเทียบท่าที่ Turtle Island เบื้องหน้าของพวกเขาคือบริเวณรอบนอกของเกาะที่เป็นป่ารกทึบ นิโคลัสเดินนำขึ้นมาข้างหน้า

"เอาล่ะ ฉันจะอธิบายสั้นๆ นะ ที่นี่เรียกว่า Turtle Island F1 ส่วนด้านในมีอีก 3 ชั้น คือมีถึง F4 ชั้น F4 จะอันตรายที่สุดเพราะไม่สามารถใช้ Teleport หรือ Warp Portal ได้ เข้าใจนะ ขอให้ทุกคนระวังตัวให้ดี" ทุกคนฟังอย่างตั้งใจ ยกเว้นเรซัสที่ฟังอย่างไม่สนใจเท่าไหร่

มาร์คัสสั่งให้ทหารส่วนหนึ่งรออยู่ด้านนอก ที่เหลือให้ตามเข้าไปข้างใน น่าแปลก พวกเขาเดินเข้ามาลึกแล้วแต่กลับไม่เจอมอนสเตอร์ซักตัว จนพวกเขาเข้าไปสู่ F3 ก็ยังไม่มีวี่แวว แต่จู่ๆ มิดิลก็ล้มลง

"โอ๊ย !! " มีบางอย่างกัดเข้าที่ขาของเธอ มิดิลรีบร่ายเวทย์ Sight ทันที มันคือ Pest นั่นเอง เลร่าแทงหอกเสียบกลางลำตัวเจ้า Pest แล้วมันก็แน่นิ่งไป มาเรียนเข้ามาช่วยฮีลให้มีดิล แล้วเรซัสก็เดินเข้ามา

"อ่อนหัดชะมัด ทำไมต้องให้เซจมาด้วยนะ เกะกะจริงๆ เลย" มิดิลฟังแล้วโมโหมากแต่เธอก็สะกดความโกรธนั้นไว้ เพราะไม่อยากมีเรื่อง เลร่าทนไม่ไหวเข้ามาผลักไหล่เรซัส

"นายนี่ทำไมชอบหาเรื่องคนอื่นนักนะ คิดว่าตัวเองวิเศษมากรึไง" มิดิลรีบลุกขึ้นมาปรามเลร่า

"พอเถอะพี่เลร่า เราอยู่ในถิ่นศัตรูนะ อย่ามีเรื่องกันเลย" เลร่าฟังแล้วก็ใจเย็นลง มิดิลพูดถูก นี่ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันเอง เรซัสเอามือปัดทีไหล่เหมือนปัดฝุ่นทำนองว่ารังเกียจ แล้วเดินต่อไปท่ามกลางสายตาที่ไม่พอใจของคนในกลุ่ม แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร นิโคลัสที่มองอยู่ถอนหายใจอย่างโล่งอก คลิฟกระซิบข้างหูมาเรียน

"นี่เจ๊ .. ผมว่าหมอนี่กัดเก่งกว่าเจ๊อีกนะ เจอคู่แข่งซะแล้วสิเนี่ย อิอิ" มาเรียนกระแทกส้นเท้าลงไปที่ปลายเท้าของคลิฟ เขาทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บแต่ไม่กล้าร้องเพราะกลัวเสียฟอร์ม แล้วถอยห่างออกจากมาเรียน พวกเขาเดินต่อมาได้ซักพัก

"โฮ่งๆ !! " วูล์ฟเห่าเหมือนต้องการเตือนอะไรบางอย่าง คลิฟบอกให้ทุกคนเงียบ พวกเขาได้ยินเสียง...เสียงอะไรบางอย่างดังฟู