Learning

กระอัก...

posted on 16 Nov 2009 23:32 by natchi  in Learning

2009年 11月 16日

สอบเสร็จแล้วเจ้าค่ะ  เมื่อวานนี้เอง....

ช่างเป็นการสอบที่

แค่คิดถึงก็....."อั่ก!!!"  ล้มลงไปกองกับพื้น เลือดท่วม....

ช่างเป็นการสอบที่สิ้นหวังจริงๆ ถึงขั้นถามตัวเองว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดนั้นมันไม่มีความหมายเลยหรือ....

เศร้าค่ะ แต่ตอนนี้พอทำใจได้ละ ... ที่เหลือก็รอผลสอบสิ้นเดือนนี้เท่านั้น  จะต้องสอบใหม่หรือไม่ยังต้องลุ้นกันต่อไป

ขอกล่าวถึงการสอบสักเล็กน้อย

การสอบในครั้งนี้เรียกว่า การสอบเพื่อประเมินความรู้ความสามารถขั้นตอนที่สาม ซึ่งแตกต่างจากสองขั้นตอนแรกที่เป็นข้อเขียนแบบปรนัย  ครั้งนี้เป็นการสอบ "ภาคปฏิบัติ" ที่เด็กวิทย์จะรู้จักกันในนาม OSCE (ออสกี) นั่นเอง

การสอบ แบ่งเป็นประเมินการซักประวัติ  ตรวจร่างกาย  ทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ  การทำหัตถการ  และสุดท้ายคือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (หรือเรียกง่ายๆ ว่าทำแล็บนั่นล่ะ)  แต่ละส่วนจะมีอาจารย์แพทย์เป็นผู้ประเมิน  ข้อสอบมีทั้งหมด 20 ข้อ  ให้เวลาข้อละ 5 นาที  เวลาสอบก็เหมือนเล่นเกมเข้าฐาน เปิดประตูเข้าไปจะเจอกับอะไรก็ไม่รู้ เหอๆๆๆ

ในบางฐาน เราจะได้พบกับ "แขก" ผู้มีเกียรติ... พวกเขาเหล่านั้นจะมากันในคราบของ ผู้ป่วย(สมมติ)... พยาบาล หรือ ผู้ช่วย(ในกรณีที่ในโจทย์เราจำเป็นต้องมีคนช่วย)  ซึ่งสร้างความฉงนให้กับพวกเราเป็นยิ่งนัก...

ผู้ป่วยก็เหมื้อนนนนเหมือน ไม่รู้ไปเรียนแอคติ้งมาจากสถาบันไหน ...พวกเขาถูกฝึกมาเป็นอย่างดีจริงๆ ค่ะ ถ้าไม่ใช่การสอบคงนึกว่าเป็นคนไข้จริงๆ ไปแล้วล่ะ 

คุณผู้ช่วย ...ที่จะนั่งเงียบ ไม่พูดอะไรเลยจนกว่าเราจะเปล่งวาจาประกาศิตว่า "ขอผู้ช่วยค่ะ"  .... ใครรู้ไม่เท่าทันก็อดคะแนนไป  ที่น่าประทับใจกว่า...ไม่เพียงแต่เป็นผู้ช่วยเท่านั้น  เขา/เธอ เหล่านั้นยังแสร้งทำเป็น "ตัวป่วน" ได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นฐานผู้ป่วยที่ต้องทำการกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า .... ค่ะ ถ้าเป็นปกติต้องบอกให้ทุกคนถอยห่างจากเตียงผู้ป่วยก่อน หลังจากหมอ (ซึ่งในโจทย์ก็คือพวกเรา) มองดูรอบๆ ดีแล้วว่าไม่มีใครเข้าใกล้ผู้ป่วยถึงจะทำการกระตุ้น (ช็อต)หัวใจได้  เพื่อนบางคนเล่าให้ฟังว่าตอนกำลังจะเหนี่ยวปุ่มช็อตนั่นแหละ  เขา/เธอ คนนั้นก็เอามือมาแปะตัวคนไข้เฉยเล้ยยยยย!!!!!! บางคนก็ยั้งมือไม่ทันอ่ะ ช็อตไปแล้ว ....ถ้าเป็นสถานการณ์จริงละก็ เหอะๆ จะมีคนป่วยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนเลยทีเดียว  เหลือร้ายจริงๆ โจทย์และผู้ช่วย(ป่วน) ในข้อนี้

สรุปแล้ว เมื่อวานก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง....(รู้สึกไม่ได้เป็นส่วนใหญ่) ...รอลุ้นสิ้นเดือนประกาศผลค่ะ เง้อ.... เครียดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!   

2009年 10月 3日

แงบๆ พักนี้ติดนิสัยทิ้งบล็อกให้ร้างเป็นประจำเลยแฮะ .... รู้สึกผิดเล็กๆ  อยากอัพนะ แต่ไม่รู้จะอัพอะไรดี ^^'

กรุงเก่า.... ที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทยแต่โบราณ  แต่ในทางยุทธศาสตร์ถือว่าเป็นเมือง "อกแตก" เพราะมีแม่น้ำไหลคั่นตรงกลาง  ข้าศึกสามารถเข้าโจมตีได้  ใช้แล้วค่ะ  จังหวัด"พระนครศรีอยุธยา"นั่นเอง 

แล้วจู่ๆ มาพูดถึงเมืองนี้ทำไม??? 

จริงๆ ก็...ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้สักเท่าไหร่  แต่ว่า .... เผอิญตอนนี้มาอยู่ "ที่นี่" น่ะสิ

เนื่องจากต้องการให้เหล่านิสิตแพทย์ที่กำลังจะจบในอีกไม่ช้าได้สัมผัสชีวิตการเป็นหมอในโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลอำเภอที่จะเป็นสถานที่ทำงานในอนาคตของว่าที่หมอน้อยๆ ทั้งหลาย  นับว่าเหมือนได้ "ทดลองงาน" ก่อนนั่นเองค่ะ 

ระยะเวลาที่อยู่ที่รพ.ประจำอำเภอจะประมาณสามสัปดาห์ และโรงพยาบาลชุมชนอีกสามสัปดาห์  ซึ่งทั้งสองแห่งก็ให้บรรยากาศการทำงานที่ไม่เหมือนกัน 

สามสัปดาห์แรกอยู่ร.พ. เสนาค่ะ เป็นโรงพยาบาลอำเภอะที่ถือได้ว่ามีความเพียบพร้อมในด้านการรักษาอยู่ระดับหนึ่ง  สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยหนักได้พอสมควร  มีแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา (แต่ก็สาขาละ 1-2 คน...น้อยจัง) แต่ถ้าเกินความสามารถของร.พ.ก็จะส่งต่อไปร.พ.จังหวัดอีกทีหนึ่งค่ะ  อยู่ที่นี่เลือกประจำอยู่ออร์โธปิดิกส์ หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า"หมอกระดูก" 

หมอออร์โธฯ หรือหมอกระดูก คือใคร??? รักษาอะไร???

โดยเนื้องานของสาขาวิชานี้จะให้การรักษาเกี่ยวกับโรคของกล้ามเนื้อ  เส้นเอ็น  กระดูก และภาวะใดก็ตามที่เป็นผลต่อเนื่องมากจากความผิดปกติของอวัยวะที่กล่าวถึงข้างต้น ผู้ป่วยที่มารับการรักษาก็มีตั้งแต่อาการปวดจากการใช้งาน  หรือบาดเจ็บ (พวกกระดูกหัก เส้นเอ็นฉีกขาด ประมาณนี้)  เนื้องอก  และความผิดปกติที่เป็นแต่กำเนิด (อย่างเช่นน้องเด็กเท้าปุกเป็นต้น) การรักษาก็จะมีตั้งแต่ให้คำแนะนำในการดูแลตนเอง  ให้ยา(ถ้าเป็นมาก)มีทั้งยากินและยาฉีดซึ่งมีข้อบ่งให้แตกต่างกันไป  หากให้ยาแล้วยังไม่ดีขึ้นและอาการป่วยนั้นรบกวนการใช้ชีวิตมากก็จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดค่ะ  การผ่าตัดของหมอกระดูกนั้น ไม่ง่ายเลยค่ะ ขอยกตัวอย่างการผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียมในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม  ซึ่งมักมีความผิดปกติของรูปร่างขาที่สังเกตได้นั่นคือขาโก่งออกด้านข้างเหมือนคันธนูหันออก ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า genu varus 

 

คำถามคือ เมื่อจะผ่าให้เขาแล้ว จะเอารูปร่างที่ปกติกลับคืนมาได้อย่างไร?  นั่นต้องเริ่มตั้งแต่"การวัด"  ก่อนผ่าตัดจะต้องประเมินความโก่งของขา  และองศาที่เข่าสามารถงอพับได้  เพื่อเป็นค่าตั้งต้นว่าจะต้องเอาแนวขาที่ปกติ และองศาในการงอเข่าที่ดีกลับคืนมา  ซึ่งต้องใช้ความชำนาญอย่างมากค่ะ  คุณหมอผู้ผ่าตัดจะผ่าเข้าไปบริเวณด้านในของต้นขาอ้อมขอบลูกสะบ้า และพลิกลูกสะบ้าออกเพื่อให้เห็นข้อเข่าที่เสื่อม  จากนั้นจะใช้เครื่องมือเฉพาะตัดแต่งบริเวณข้อเข่า เฉือนกระดูกและเอ็นที่ไม่จำเป็นออก ก่อนจะใส่ข้อเข่าเทียมเข้าไป (ซึ่งก็ต้องวัดไซส์กันตรงนั้นเลยเพื่อความพอดี)  ใส่เสร็จแล้วจะต้องเช็คแนวของเรียวขา และการงอของข้อเข่าว่ากลับมาดีหรือยัง  เมื่อได้ตามที่ต้องการแล้วก็จะเย็บปิดแผลค่ะ  หลังจากดูแลจนแผลผ่าตัดแห้งสนิทดีแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ผู้ป่วยค่ะว่าจะหมั่นขยันทำกายภาพบำบัดจนสามารถเดินได้ดีหรือไม่  ซึ่งระยะเวลาก็แตกต่างกันไปตามสภาพร่างกาย  และกำลังใจค่ะ

เอามาเขียนแบบนี้เหมือนง่ายเนอะ แต่มันไม่ง่ายเลยล่ะค้า....  เป็นศาสตร์ที่น่าสนใจอีกศาสตร์หนึ่งนะคะ

วันนี้ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อน คราวหน้าจะมาพูดถึงเรื่อง การบาดเจ็บของกระดูกและเนื้อเยื่อนะคะ  ^^

ปล. เราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะคะ เล่าไปตามความรู้ที่มี ติชม แสดงความคิดเห็น หรือถามได้นะคะ จะพยายามหาข้อมูลมาตอบค่ะ ^^ 

Good bye Gas Station!! -"-\

posted on 12 Oct 2008 23:32 by natchi  in Learning

2008年 10月 12日 

Good bye Anes!

เรียนจบจากภาควิชาวิสัญญีแล้วค่ะ เป็นภาควิชาที่น่าสนใจมากอีกภาคหนึ่ง แต่ก่อนเคยสงสัยว่าวิสัญญีแพทย์ หรือ "หมอดมยา" เค้าทำอะไรกันบ้าง พอได้มาเรียนก็เข้าใจแจ่มแจ้งเลยล่ะ ....

วิชา วิสัญญีวิทยา (Anestheology) นั้น โดยหลักจะเกี่ยวกับการให้การระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งมีอยู่หลากหลายวิธี ต่างแนวทางการใช้งาน ต่างข้อดีข้อเสีย เช่นการดมยาสลบ การblock หลัง การให้ยาทางเส้นเลือดดำ เป็นต้น วิสัญญีแพทย์ต้องพิจารณาเลือกทางที่เหมาะสมที่สุดแก่ผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยด้วยระดับอายุ สภาพร่างกาย โรคประจำตัว และโรคที่ต้องการผ่าตัดรักษา เหล่านี้เป็นตัวแปรที่จะบอกถึงความเสี่ยงต่อการผ่าตัดนั้นๆ และวิสัญญีแพทย์จะต้องติดตามดูแลผู้ป่วยตลอดการผ่าตัดเพื่อแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

แต่งานของวิสัญญีแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องผ่าตัดเท่านั้น งานของพวกเขาจะเริ่มต้นตั้งแต่แพทย์เจ้าของไข้ (อาจเป็นศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ สูตินรีแพทย์ ๆลๆ ...ก็ได้) ยื่นเอกสารแสดงความจำนงว่าต้องการให้ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด... วันที่.... โดยต้องการให้วิสัญญีแพทย์ช่วยระงับความรู้สึก เมื่อได้ข้อมูลมาดังนั้นแล้ว คุณหมอดมยาก็ต้องไปเยี่ยมผู้ป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัดเพื่อประเมินความพร้อม ความเสี่ยงในการระงับความรู้สึก ต้องอธิบายขั้นตอนการทำ ข้อดีข้อเสีย และผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นให้ผู้ป่วยได้รับรู้ ตอบข้อสงสัยของผู้ป่วยต่อการระงับความรู้สึก สุดท้ายคือให้ผู้ป่วยแสดงความยินยอมที่จะระงับความรู้สึก โดยให้ผู้ป่วยเป็นผู้เลือกวิธีการได้ (แต่ต้องให้ข้อมูลแต่ละวิธีการให้ครบถ้วนก่อนน้า) บางครั้งอาจจำเป็นต้องให้ยาเพื่อปรับสภาพร่างกายผู้ป่วยให้พร้อมก่อนด้วย

นอกจากจะดูแลผู้ป่วยก่อนผ่า และระหว่างผ่าตัดแล้ว การดูแลหลังผ่าตัดก็ยังอยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของวิสัญญีด้วย เพราะผลข้างเคียงของการระงับความรู้สึกบางอย่างอาจไม่แผลงฤทธิ์ทันทีทันใด ฉะนั้นการเยี่ยมผู้ป่วยหลังผ่าตัดจึงกำหนดอยู่ที่ภายใน 24 ชั่วโมงหลังให้การระงับความรู้สึก จะเห็นว่าอาวุธคู่ใจของวิสัญญีแพทย์ก็คือ "ยา" นั่นเอง ต้องรู้จักส่วนประกอบของยา ขนาดที่ใช้ กลไกการออกฤทธิ์ ผลข้างเคียงต่อผู้ป่วย และผลของยาต่อยาด้วยกัน ซึ่ง.... มันเยอะมากเลยจอร์จจี้.... +_+lll ตอนสอบนี้ลมแทบจับ จำขนาดยาไม่ได้ก๊า...ฮือๆๆๆๆ

โดยรวมแล้วก็เป็นวิชาที่สนุกและท้าทายไม่ใช่เล่น น่าเสียดายที่ได้เรียนเป็นเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งเดือนเท่านั้น แต่ก็อย่างว่าละนะ มันเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างเฉพาะทาง เรียนจบเป็นแพทย์ทั่วไปก็คงไม่ค่อยได้สัมผัสสักเท่าไหร่ ถ้าสนใจจริงๆ ก็คงต้องไปเรียนต่อเฉพาะทางล่ะ

จบ
Anes แล้ว คงต้องกล่าวว่า บ๋ายบาย Gas station สินะ (เต็มไปด้วยยาดมสลบ หุๆ) ต่อไปนี้เราคงใช้ข้ออ้าง "โดนแก๊สยาสลบ" ตอนหลับในห้องเรียนไม่ได้อีกแล้วล่ะ เหอๆ

รักภาควิชานี้ รักอาจารย์ทุกท่าน ขอบคุณค่ะ ^^

2008年 4月 15日

.... "สุขสันต์วันปีใหม่ไทย.."

พูดวันนี้ยังไม่ช้าไปใช่มั้ย????

ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากอัพบล็อกเฉยๆ 55555

ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้อัพหัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องเรียนเลยแฮะ

ช่วงนี้ประจำอยู่ที่แผนกจิตเวช  เรียน เรียน แล้วก็เรียน.... มีออกตรวจผู้ป่วยกับอาจารย์เป็นบางวัน สัมภาษณ์ผู้ป่วย ทำรายงาน แล้วก็ไปดูงานที่โรงพยาบาลศรีธัญญา 

โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าผิดจากที่คาดคิดไว้มากทีเดียว....

หากเอ่ยคำว่า "โรคทางจิตเวช" มักชวนให้นึกถึง "คนบ้า" พอนึกถึงคนบ้า  ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาก็มักจะเป็นคนไข้ในโรงพยาบาลบ้าที่เห็นอยู่เป็นประจำตามละครยามค่ำ  คนส่วนใหญ่มักจะแทนความหมายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชด้วยภาพเหล่านี้  แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่นั้น  

จิตเวช คือวิชาที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต  ปัญหา หรือโรคทางจิตเวช ก็คือ ภาวะต่างๆ ที่ทำให้สุขภาพจิตบกพร่องไป ไม่ว่าจะเป็นด้านความคิด อารมณ์ สติปัญญา หรือพฤติกรรมของบุคคล  เกิดจากสาเหตุหลักๆ สามสาเหตุคือ

1. สาเหตุทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง  พันธุกรรม ฯลฯ

2. สาเหตุทางจิตใจ

3. สาเหตุทางสังคม

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดอาการทางจิตเวชที่หลากหลาย  ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย  ในการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชนั้น ต้องจำแนกผู้ป่วยให้ได้ว่า อยู่ในความผิดปกติประเภทใด เราแบ่งความผิดปกติทางจิตเวชไว้สามประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. โรคจิต (Psychosis) มีลักษณะสำคัญคือ หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง  พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง และขาดความรับรู้ในตนเอง  ที่พบบ่อยได้แก่ โรคจิตเภท (Schizophrenia)

2. โรคประสาท (Neurosis) เป็นความผิดปกติที่เกิดจากความขัดแย้งในจิตใจ และถูกกลไกป้องกันของร่างกายกดเอาไว้ในจิตใต้สำนึก  เมื่อถึงวันที่เก็บกดไว้ไม่ไหวก็จะเหมือนลาวาที่ทะลักออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟ  ก่อให้เกิดอาการทางร่างกาย และทางจิต

3. โรคบุคคลิกภาพผิดปกติ (Personality disorder) คือการที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรมปกติในสังคมวัฒนธรรมของผู้ป่วยนั้นๆ โดยผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าพฤติกรรมของตนผิดปกติ หรือสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้าง  มีลักษณะสำคัญที่เรียกว่า Alloplastic คือต้องการให้ผู้อื่นปรับตัวเข้าหาตนเองแทนที่จะปรับปรุงตัว  ดังนั้นผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงขาดแรงจูงใจในการมารักษา

นอกจากสามประเภทใหญ่ๆ ข้างต้น ก็ยังมีโรคทางจิตเวชอื่นๆอีกมากที่ต้องอาศัย ความรู้ ศิลปะ และความชำนาญในการวินิจฉัย  ที่สำคัญต้องวินิจฉัยแยกจากโรคทางกายที่ทำให้เกิดอาการทางจิต เพื่อให้การรักษาได้ถูกจุด 

อืม... เป็นวิชาที่ล้ำลึก และทำให้ผู้เรียนอย่างเราปั่นป่วนหัวใจดีแท้ ><  แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นวิชาที่น่าสนใจ และสำคัญมากทีเดียว  ดูจากสังคมในตอนนี้แล้ว ผู้ที่ต้องการการเยียวยาทางจิตใจมีมากมายเหลื้ออเกินนนน....

ขอบรรยายคร่าวๆ แต่เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน เพราะเราเองก็ใช่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไว้มีหัวข้อน่าสนใจจะเอามาเขียนอีกนะ ^^ หรือถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมก็แนะนำเราได้เลย  เจอกันเอ็นทรีหน้าจ้า