Learning

Virus

posted on 05 Jul 2006 23:27 by natchi  in Learning

พยายามอัพบล็อกใหม่อยู่นาน ...ได้แค่นี้แหละ T_T ฮือๆ ฝีมือPhotoshop ช่างตกต่ำจริงๆ

วันนี้ทบทวนบทเรียนซักหน่อย

"ไวรัส" (Virus)

ไวรัสคืออะไร?สัตว์? พืช?

เปล่าเลย มันไม่ใช่ "เซลล์" ด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วไวรัสคือ "อนุภาค" (particle) อย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญอยู่สองอย่าง

1. มีหรือไม่มี ผนังไขมัน (Envelope) ถ้ามีเรียก envelope virus ไม่มี เรียก naked virus

2. มีสารพันธุกรรม อาจะเป็น DNA หรือ RNA ก็ได้

ขนาดของไวรัส มีตั้งแต่30-300 nM ซึ่งสารมารถเล็ดลอดMembrane filter (ประมาณ 450nM)ของเซลล์ได้ฉลุย อ้อ! ถ้าไม่นับไวรัสกุ้งกุลาดำที่มีขนาด 1000nM นะ

ไวรัสเป็น Obligate intra-cellular parasiteคือต้องอาศัยอยู่ในเซลล์เท่านั้นไม่มี metabolismของตัวเอง จึงต้องอาศัยจากhost cell ที่มันถือวิสาสะเข้าไปอยู่ เป็นความฉลาดแกมโกงของไวรัสที่ทำให้เซลล์หลงเข้าใจผิด และสร้างสารพันธุกรรมให้มันโดยเมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย มันล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดจนกระทั่งชนกับเซลล์ในร่างกายแบบ random ไวรัสจะแทรกตัวเข้าไปในผนังเซลล์และถอดเปลือกทิ้งปล่อยสารพันธุกรรมของตัวเองออกมา สารพันธุกรรมแต่ละแบบ มีกลเม็ดเด็ดพรายในการหลอกล่อเซลล์แตกต่างกันไป แบ่งได้ดังนี้

Double Strand DNA virus (ds DNA) พวกนี้เนียนมาก เอาสารพันธุกรรมมาที่ nucleus ให้เซลล์สร้างDNA ของมันออกมาให้ ไวรัสก็นำDNA ไปสร้างโปรตีนให้ลูกหลานต่อไป

Single Strand DNA virus (ss DNA) พวกนี้ชอบฉวยโอกาส ทำให้เซลล์คิดว่า มันเป็น DNA ที่ชำรุด (เหลือสายเดียว) จึงจับมาสร้างคู่สายให้ ไวรัสนำไปสร้างโปรตีนต่อ

SS+ RNA virus พวกss+RNA ไวรัส อยู่ในสภาพพร้อมจะสร้างโปรตีนได้ทันที จึงอยู่ใน cytoplasm ไม่ต้องเข้า nucleus ในคนเองก็มี RNA ประเภทนี้อยู่ จึงไม่เอะใจว่าเป็นRNA ของไวรัส

SS- RNA virus ประเภทนี้ เซลล์ของเราไม่เคยพบเคยเห็น แน่นอนว่าเซลล์จะไม่นำมันไปเข้ากระบวนการสังเคราะห์โปรตีนแน่ แต่ด้วยความเจ้าเล่ห์ของไวรัส มันเตรียมenzyme ส่วนตัวมาด้วย!!(viral enzyme) เจ้า enzyme เหล่านี้จะเปลี่ยน -RNA เป็น +RNA เซลล์ของเราก็ถูกหลอกอีกตามเคย

พิมพ์มาถึงตรงนี้ ชักขี้เกียจแล้วสิ แถมสำนวนยังดูแปลกๆ อีกต่างหาก

น่าขายหน้าจริง พอก่อนดีกว่า -_-'


edit @ 2006/10/04 09:38:49

จับเธอมาย้อมสี ^^

posted on 18 Jul 2006 22:42 by natchi  in Learning

วันนี้จะมาเล่าถึง การย้อมสีแบคทีเรียกัน ^^

วิธีนี้เรียกว่า "Gram Stain" เป็นการสาดสีใส่เจ้าแบคทีเรียที่ทำตัวเป็นHollow man ในร่างกายเราอยากล่องหนดีนักใช่มั้ย สาดสีใส่ซะเลยแล้วจะได้เห็นดีกัน 555

ด้วยวิธี Gram Stainนี้ เราสามารถแยกแบคทีเรียออกได้เป็นสองประเภทตามลักษณะการติดสีดังนี้

1.Gram positive bacteria หรือแบคทีเรียแกรมบวกติดสีม่วง

2.Gram negative bacteria หรือแบคทีเรียแกรมลบ ติดสีแดง

ทำไมถึงติดสีต่างกัน? นั่นสิทำไม.. ...ถ้าอย่างนั้นมาดูตั้งแต่วิธีการทำเลยดีกว่า ^^igo!!

สารที่ใช้ในกลเม็ดป้ายสีเจ้าพวกแบคทีเรีย

-Crystal violet เจ้านี่แหละ ทำให้พวกแกรมบวกเป็นสีม่วง

- Gram iodineส่วนนี่ เป็นประหนึ่งแซมของโฟรโด(Crystal violet)

- Decolorizerตามชื่อเลย มันคือตัวล้างสี

-Safranine นี่แหละ สาดใส่แกรมลบติดดีแท้

เอาล่ะ ...มาถึงวิธีทำ

ก่อนอื่นเราต้องมีสิ่งส่งตรวจจากคนไข้(เสมหะ, ปัสสาวะ อะไรเทือกๆ นั้น)หยดลงบนสไลด์แก้วเล็กน้อยทิ้งไว้ให้สิ่งส่งตรวจนั้นแห้งสนิท เมื่อแห้งดีแล้วจับมันไปลนไฟแบบผ่านๆซักสองสามครั้งก็พอเพื่อให้ส่วนที่เป็นโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรตของแบคทีเรียเสียสภาพแล้วเกาะผิดกระจกสไลด์ได้แน่นขึ้น (เหมือนทอดไข่เจียวไม่ใส่น้ำมันนั่นแหละ) เสร็จแล้วก็เริ่มกระบวนการสาดสีได้

เริ่มต้นด้วย Crystal violet สาดซะ สาดมันให้ท่วม ทิ้งไว้ประมาณ1นาที แล้วล้างน้ำขั้นนี้ แบคทีเรียทุกตัวจะติดสีม่วงหมดไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม

ขั้นต่อมา เท Gram iodineลงไปให้ท่วม ทิ้งไว้ 1 นาทีเช่นกัน(หรือจะมากกว่านั้นก็ได้) แล้วล้างน้ำ iodine จะทำปฏิกิริยากับ Crystal violet ทำให้สีติดทนแน่นขึ้น (นี่แหละถึงเรียกพวกมันว่าแซมกับโฟรโด้)

จากนั้น ใช้Decolorizeเทลงบนสไลด์ที่ถูกจับให้เอียงเพื่อล้างสีออกให้หมด แล้วรีบล้างน้ำซะสารนี้เป็นพวกแอลกอฮอล์ จะทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรียซึ่งเป็นส่วนที่ติดสี แบคทีเรียแกรมบวกมีผนังเซลล์หนาปึ้ก! ประกอบด้วยชั้นของPeptidoglycan ส่วนพวกแกรมลบ ผนังเซลล์จะบางมีPeptidoglycanบางจ๋อยอยู่ใต้ผนังที่เรียกว่า Lipoprotein (ส่วนนี้ทำให้เราเป็นไข้) เมื่อถูกแอลกอฮอล์ แบคทีเรียที่มีผนังหนาจะยังสามารถรักษาสีม่วงของมันไว้ได้ ขณะที่แบคทีเรียผนังบางจะหลุดลอกออกไปพร้อมสี จำไว้ว่าอย่าใช้Decolorizeนาน เพราะมันจะชะสีออกไปจนเกลี้ยง!

ถึงตอนนี้เราก็จะเหลือแบคทีเรียหนังหนาหน้าทนที่ติดสีม่วงเป็นที่เรียบร้อย กับแบคทีเรียที่ยังล่องหนอยู่ เราก็จะจัดการป้ายสีอีกครั้งด้วย Safranine แดงสดโดยหยดลงบนสไลด์ให้ชุ่ม ทิ้งไว้30 วินาทีแล้วล้างออก เจ้าสีแดงนี้จะทำหน้าที่เปิดเผยแบคทีเรียที่ยังไม่มีสีซึ่งก็คือเจ้าพวกผนังบางๆ นั่นเอง เพราะPeptidoglycan ที่อยู่ด้านล่างยังว่างอยู่ รับสีเข้าเป็นเต็มๆ ส่วนแบคทีเรียผนังหน้านั้น มีสีม่วงอยู่แล้ว ไม่มีที่ว่างให้สีแดงแทรกก็เลยเป็นสีม่วงอยู่อย่างนั้น

เสร็จสิ้นวิธีการสาดสีเรียบร้อยแล้ว ก็เอาเข้ากล้องจุลทรรศน์จับพวกมันให้ได้คาหนังคาเขาซะ!

2008年 1月 27日

กลับมาอัพบล็อกอีกครั้งแล้วววววว  หลังจากคราวนี้คงไม่ได้อัพอีกนานเพราะตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าน้อยจะไปปฏิบัติภารกิจของภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกัน (Community Medicine) โดยต้องไปออกชุมชนที่ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์  ที่กำลังเป็นข่าวหวัดโจโคโบะ (นก) ระบาดอยู่ตอนนี้  ได้ยินอาจารย์เล่าว่า ที่ที่ข้าน้อยและผองเพื่อนจะไปอยู่นั้น ห่างจากจุดที่มีการควบคุมประมาณสิบกิโลเมตร... (กรี๊ดดดด...) โดยมีแม่น้ำน่านไหลผ่าน...(กรี๊ดรอบสอง) บรรดาคณาจารย์ยังกล่าวอย่างตื่นเต้นอีกว่า  ตั้งแต่พาลูกศิษย์ไปออกชุมชนมา  ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน (แบบว่าเข้าไปในโซนแดง) รุ่น(ของข้าน้อย) นี้ถือเป็นประวัติการณ์จริงๆ (น่าตื่นเต้นมากค่ะ ...กรี๊ดดด รอบที่สาม)

ท่านอาจารย์: ไม่ต้องห่วงนะน้อง (อ. มักใช้คำสรรพนามเวลาคุยกับพวกข้าน้อยว่า "พี่"กับ"น้อง") เพราะ.... พี่จะไปด้วย !!!

นิสิต(คิด) : พวกหนูอุ่นใจขึ้นม้ากมากค่ะอาจารย์  (กรี๊ดดด ...รอบที่สี่) 

เอาเถอะไม่เป็นไร ถ้าป้องกันตัวเองอย่างถูกต้องก็ไม่ติดหรอก เหอๆ เพราะฉะนั้นคราวนี้จึงอยากเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าโรคนี้สักหน่อย  

Avian Flu หรือโรคไข้หวัดนกนี้  เกิดจากเชื้อ avian influenza virus  ซึ่งเป็นไวรัสในเครือเดียวกับ Human influenza virus ที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ในคน 

ข้อมูลของ Influenza virus

เป็นไวรัสใน family Orthomyxoviridae  แบ่งได้สาม typeได้แก่ A B และC  มีโปรตีนที่สำคัญอยู่สองชนิดคือ Hemaglutinin เป็นตัวจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อ และ Neuraminidase เป็นตัวช่วยให้ไวรัสกระจายในร่างกายได้ง่ายขึ้น มีอยํหลายsubtypeด้วยกัน(ไม่รู้จะแปลคำว่าsubtypeว่าอะไรดี ขอทับศัพท์ไปเลยนะคะ)  ซึ่งการจัดเรียงตัวของแต่ละ subtype ทำให้เกิดเชื้อก่อโรคไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ที่แตกต่างกัน เช่น ม้า(H3N8, H7N7) นก(H1-H16,N1-N9) และในคน (H1-H3, N1-2) เป็นต้น

เชื้อไวรัสที่พบในนกนั้น มีตั้งแต่ไม่ทำให้เกิดอาการถึงก่อโรครุนแรง ที่เรากำลังกลัวกันอยู่ในปัจจุบันก็คือ Influenza type A subtype H5N1 ทำให้เกิดอาการรุนแรงในสัตว์ปีก โดยเฉพาะเป็ดไก่  ปัจจุบันนี้ก็มีการติดต่อสู่คนแล้ว

การติดต่อ

โรคไข้หวัดนกติดต่อโดยการสัมผัสสัตว์ปีกที่เป็นโรค โดยเชื้อไวรัสในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วยอาจติดมากับมือ เข้าสู่ร่างกายคนทางเยื่อบุจมูกและตา  สัตว์ปีกที่ป่วยจะมีอาการซึ่ม หงอย เบื่ออาหาร ขนยุ่ง หงอนและเหนียงจะบวมแดงมาก มีจุดเลือดออกตามขานะคะ  การติดต่อจากคนสู่คนยังเป็นไปได้ยาก  ประเทศไทยมีรายงานอยู่รายเดียวคือแม่ที่ไปเฝ้าไข้ลูกที่เป็นไข้หวัดนก  อย่างไรก็ตามเชื้อนี้มีการปรับตัวที่ดีเยี่ยม  มีการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่าง subtype ทำให้มัน "ดุ" ขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าอาจมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างเชื้อไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ในคน ทำให้การติดต่อง่ายขึ้น

อาการในคน

หลังรับเชื้อประมาณ 3-7 วัน  มักมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ ไอแห้งๆ น้ำมูกไหล  อาจมีอาการท้องเสีย  ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีปอดอักเสบ จนถึงระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ (Acute respiratosy distress syndrome- ARDS)

การป้องกันและรักษา

ปัจจุบัน วัคซีนสำหรับโรคไข้หวัดนกนั้นยังอยู่ในระหว่างการศึกษา ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเป็นวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (เพื่อป้องกันการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมนั่นเอง) การรักษานั้นจะให้เป็นยาต้านไวรัส (แต่ก็เป็นตัวที่ใช้ในไข้หวัดใหญ่อีกนั่นแหละ) ยานี้แค่ช่วยลดอาการเท่านั้น  การป้องกันสำหรับบุคคลทั่วไปก็คือหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ  หลีกเลี่ยงการเข้าไปยังสถานที่ที่มีสัตว์ปีกตาย หรือมีมูลสัตว์ปีก  ก่อนรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก และไข่ ควรปรุงให้สุกก่อน (ใช้ความร้อน60องศา 30นาที) ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และที่สำคัญเมื่อมีอาการที่น่าสงสัยต้องรีบไปโรงพยาบาลค่ะ

reference: ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ไปที่นี่ได้เลยค่ะ

http://thaigcd.ddc.moph.go.th/AI_QandA_051222.html :สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

http://www.cdc.gov/flu/avian/gen-info/pdf/avian_facts.pdf : Center for Disease Control and Prevention

เรียบร้อยแล้วสำหรับเอ็นทรีนี้  ...อา ค่อยดูเป็นบล็อกที่มีสาระขึ้นมาหน่อย ...แต่เขียนอะไรที่มีสาระเนี่ย เหนื่อยจริงๆน้า....

2008年 4月 15日

.... "สุขสันต์วันปีใหม่ไทย.."

พูดวันนี้ยังไม่ช้าไปใช่มั้ย????

ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากอัพบล็อกเฉยๆ 55555

ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้อัพหัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องเรียนเลยแฮะ

ช่วงนี้ประจำอยู่ที่แผนกจิตเวช  เรียน เรียน แล้วก็เรียน.... มีออกตรวจผู้ป่วยกับอาจารย์เป็นบางวัน สัมภาษณ์ผู้ป่วย ทำรายงาน แล้วก็ไปดูงานที่โรงพยาบาลศรีธัญญา 

โดยส่วนตัวแล้ว รู้สึกว่าผิดจากที่คาดคิดไว้มากทีเดียว....

หากเอ่ยคำว่า "โรคทางจิตเวช" มักชวนให้นึกถึง "คนบ้า" พอนึกถึงคนบ้า  ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาก็มักจะเป็นคนไข้ในโรงพยาบาลบ้าที่เห็นอยู่เป็นประจำตามละครยามค่ำ  คนส่วนใหญ่มักจะแทนความหมายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชด้วยภาพเหล่านี้  แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่แค่นั้น  

จิตเวช คือวิชาที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต  ปัญหา หรือโรคทางจิตเวช ก็คือ ภาวะต่างๆ ที่ทำให้สุขภาพจิตบกพร่องไป ไม่ว่าจะเป็นด้านความคิด อารมณ์ สติปัญญา หรือพฤติกรรมของบุคคล  เกิดจากสาเหตุหลักๆ สามสาเหตุคือ

1. สาเหตุทางชีวภาพ ได้แก่ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง  พันธุกรรม ฯลฯ

2. สาเหตุทางจิตใจ

3. สาเหตุทางสังคม

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดอาการทางจิตเวชที่หลากหลาย  ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย  ในการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชนั้น ต้องจำแนกผู้ป่วยให้ได้ว่า อยู่ในความผิดปกติประเภทใด เราแบ่งความผิดปกติทางจิตเวชไว้สามประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. โรคจิต (Psychosis) มีลักษณะสำคัญคือ หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง  พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง และขาดความรับรู้ในตนเอง  ที่พบบ่อยได้แก่ โรคจิตเภท (Schizophrenia)

2. โรคประสาท (Neurosis) เป็นความผิดปกติที่เกิดจากความขัดแย้งในจิตใจ และถูกกลไกป้องกันของร่างกายกดเอาไว้ในจิตใต้สำนึก  เมื่อถึงวันที่เก็บกดไว้ไม่ไหวก็จะเหมือนลาวาที่ทะลักออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟ  ก่อให้เกิดอาการทางร่างกาย และทางจิต

3. โรคบุคคลิกภาพผิดปกติ (Personality disorder) คือการที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากพฤติกรรมปกติในสังคมวัฒนธรรมของผู้ป่วยนั้นๆ โดยผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าพฤติกรรมของตนผิดปกติ หรือสร้างปัญหาให้กับคนรอบข้าง  มีลักษณะสำคัญที่เรียกว่า Alloplastic คือต้องการให้ผู้อื่นปรับตัวเข้าหาตนเองแทนที่จะปรับปรุงตัว  ดังนั้นผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงขาดแรงจูงใจในการมารักษา

นอกจากสามประเภทใหญ่ๆ ข้างต้น ก็ยังมีโรคทางจิตเวชอื่นๆอีกมากที่ต้องอาศัย ความรู้ ศิลปะ และความชำนาญในการวินิจฉัย  ที่สำคัญต้องวินิจฉัยแยกจากโรคทางกายที่ทำให้เกิดอาการทางจิต เพื่อให้การรักษาได้ถูกจุด 

อืม... เป็นวิชาที่ล้ำลึก และทำให้ผู้เรียนอย่างเราปั่นป่วนหัวใจดีแท้ ><  แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นวิชาที่น่าสนใจ และสำคัญมากทีเดียว  ดูจากสังคมในตอนนี้แล้ว ผู้ที่ต้องการการเยียวยาทางจิตใจมีมากมายเหลื้ออเกินนนน....

ขอบรรยายคร่าวๆ แต่เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน เพราะเราเองก็ใช่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไว้มีหัวข้อน่าสนใจจะเอามาเขียนอีกนะ ^^ หรือถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมก็แนะนำเราได้เลย  เจอกันเอ็นทรีหน้าจ้า